19 ก.ค. , 2024, 08:43:19 pm

Author Topic: *** วีรกรรมสุดยิ่งใหญ่ของแม่ ที่ลูกทุกคนควรอ่าน  (Read 4781 times)

fengshui

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
วีรกรรมสุดยิ่งใหญ่ของแม่ที่ลูกทุกคนควรอ่าน                            
              เรื่องจริงจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ... แล้วจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่                    
 
ตึกเซนต์หลุยมารี  แผนกประถม  ราวปี พ.ศ. 2539  
                                                                                                                          
            เสียงโทรศัพท์ ดังขึ้น   ... มิสค่ะ  ... ช่วงพักเที่ยงจะมีผู้ปกครองมารอพบสองท่านที่หน้าห้องนะคะ
โทรศัพท์แจ้งจากห้องประชาสัมพันธ์ ทำให้มิสอุไรพร  นาคะเสถียร  ครูประจำชั้น ป.4 รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
เพราะจำได้ว่านัดหมายแค่คุณแม่ท่านเดียวเท่านั้นในวันนี้

            เอ... ใครละเนี่ย  จะมีเรื่องอะไรรึปล่าวนะ  เมื่อมาถึงห้อง  ครูสาวแทบยกมือรับไหว้จากสุภาพสตรีทั้งสอง
ท่านไม่ทันหากแต่รูสึกแปลกใจที่เห็นคุณแม่ท่านหนึ่งยกมือไหว้แต่เพียงแขนข้างเดียว  

            อย่างไรก็ตาม    มิสได้เชิญคุณแม่ท่านแรกเข้าไปคุยก่อนตามลำดับการนัดหมาย  
โดยเก็บงำความแปลกใจไว้  หลังจากคุยกับคุณแม่ท่านแรกเสร็จ  จึงได้เชิญคุณแม่อีกท่านเข้ามาคุยในห้องรับรอง

            ...  ภาพแรกที่ได้เห็นชัด ๆ ทำให้ครูสาวตกใจเล็กน้อย  แขนซ้ายของคุณแม่เป็นแขนเทียม  
คุณแม่มาปรึกษาเรื่องการเรียนของลูก  เพราะไม่ได้มาในวันนัดพบผู้ปกครองประจำปี  เมื่อต้นปีที่ผ่านมา  

            ลูกเขาไม่อยากให้มา  เขาบอกว่าอายพื่อนที่แม่ใส่แขนเทียม  กลัวโดนเพื่อนล้อว่า แม่แขนเดียว  
แม่เป็นหุ่นยนต์หรอ  อะไรนี่นะคะ  เลยไม่ได้มา  น้ำเสียงคุณแม่แฝงแววเอ็นดูมากกว่าที่จะโกรธหรือไม่พอใจ

            มิสอุไรพร  ขออนุญาตซักถามเกี่ยวกับสาเหตุที่คุณแม่ต้องใส่แขนเทียม  เมื่อได้ทราบความจริง  
ครูสาวตัดสินใจแน่วแน่ว่าต้องจัดการเรื่องที่ลูกไม่ยอมรับและไม่เข้าใจแม่  หากปล่อยเรื่องนี้ไป...  
จะเป็นตราบาปอันหนักยิ่งติดตัวเด็กไปภายหน้า  ทั้งตัวลูกชายและคนที่ล้อเพื่อนที่ล้อเพื่อนด้วย
 

       ช่วงเย็นวันนั้นมีชั่วโมงลูกเสือแต่ฝนตกหนัก  มิสอุไรพร จึงได้โอกาสนำเรื่องนี้มาเล่าให้นักเรียนฟัง  

เรื่องราวที่ว่านั้น  ความดังนี้...

            วันที่  21 สิงหาคม  2536 หลังวันแม่ไม่กี่วัน... ครอบครัวหนึ่งเดินทางไปเที่ยวนากุ้งที่จังหวัดสตูล

ประกอบด้วย พ่อแม่และลูกชายอีกสามคน  พวกเขาเดินชมนากุ้งไปตามทางเดินซึ่งเป็นคัดดินเล็ก ๆ ท่ามกลาง

บรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติ โดยมีคุณพ่อเดินนำหน้ากับลูกชายคนโตสองคน ส่วนคุณแม่เดินตามหลังกับลูกชายคนเล็ก  

            ทางเดินที่เป็นคันดินนั้นมีการแบ่งเป็นท้องร่องเพื่อติดตั้งระหัดวิดน้ำซึ่งมีใบพัดเหล็กสูงจากคันดินราว 25 ซม.

คุณพ่อและลูกชายคนโตสองคนข้ามท้องร่องแล้วเดินนำต่อไปข้างหน้า  ไม่มีใครฉุกคิดระวังถึงเหตุร้าย  

แต่แล้วลุกชายคนเล็กกลับก้าวพลาดล้มลงไปในท้องร่อง ขากางเกงเข้าไปติดกับร่องของระหัดวิดน้ำที่กำลังหมุนอยู่และ

ฉุดขาของลูกทั้งสองข้างเข้าไปในใบพัดเหล็ก  ถ้าเป็นพวกคุณ คุณจะทำอย่างไร ...

            มิส  หยุดเรื่องไว้  เพื่อซักถาม  มองหน้านักเรียนทั้งห้องที่นั่งเงียบกริบ  หน้าซีด  โดยเฉพาะลูกชายของคุณแม่ท่านนั้น
แต่นักเรียนรู้มั้ยว่า  คุณแม่ท่านตัดสินใจอย่างไร  คุณแม่ไม่ยอมเสียเวลาคิดอะไรเลยท่านรีบดึงตัวลูกเอาไว้  
แล้วเอาแขนซ้ายที่ว่างอยู่เข้าไปขวางใบพัดไว้ก่อน...ใบพัดหมุนแขนของคุณแม่เข้าไป ...  
คนงานที่เห็นเหตุการณ์จึงรีบปิดเครื่องแต่แรงเฉื่อยยังทำให้ใบพัดหมุนด้วยกำลังรง ... แรงเสียจนกระชากแขนซ้านคุณแม่  ขาดสะบั้นลง !

            คุณแม่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสสติสัมปชัญญะดับวูบลงในทันทีท้องร่องบริเวณนั้นแดงฉานไปด้วยเลือด ...  
เลือดของแม่ ...ใบพัดเหล็กยังหมุนต่อไปอีกเล็กน้อยและบดเอาขาทั้งสองข้างของลูกชายคนเล็กจนกระดูกหัก  แต่ไม่ขาด  
ไม่ขาดเพราะ...  เพราะแขนซ้ายของแม่ขาดแทน  .. ไม่ขาด พราะแม้ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ  มือขวาของแม่ยังยึดตัวลูกเอาไว้แน่น ... ไม่ยอมปล่อย ...

            คุณพ่อและลูกคนโตทั้งสองคนหันกลับมามองตามเสียงตะโกน เอะอะโวยวายของคนงาน  พร้อม ๆ กับเสียงกรีดร้องของคุณแม่
ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาช๊อกแทบสิ้นสติ ...  คุณพ่อรีบกระโจนพรวดเดียวถึงตัวแม่และลูกน้อย ...

            แต่... มันสายเกินไปแล้ว  สิ่งเดียวที่ทำได้  คือ  รีบพาทั้งสองส่งโรงพยาบาลทันที  ผลการรักษา  คุณแม่ต้องใส่แขนเทียมแทนที่ขาดไป  
ส่วนลูกชายคนเล็ก  ที่ขาหักต้องพักฟื้นนานราวสามเดือน  จึงสามารถเดินได้  เป็นปกติ

            มิสอุไรพร  กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้อง  แล้วถามว่า  นักเรียนคิดว่าคุณแม่ท่านนี้กล้าหาญไหมคะ  
เด็ก ๆ พากันตอบเป็นเสียงเดียวกันพลางพยักหน้า  หลาย ๆ คนยังหน้าซีดเซียว เมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ตามที่ครูเล่า  

            มิส  มองหน้าลูกชายของคุณแม่แล้วบอกว่า...  นักเรียนทราบไหมว่าคุณแม่ท่านนั้นเป็รียนคุณแนคุณแม่ของเพื่อนเราในห้องนี้เอง  
ไหน ใครเป็นลูกของคุณแม่ท่านนั้น  ยืนขึ้นให้เพื่อนเห็นหน่อยสิ...  เด็กคนนั้นยืนขึ้น  ท่ามกลางเสียงปรบมือของเพื่อน ๆ ทั้งห้อง  
"วันนี้เมื่อคุณกลับไปบ้าน  มิสฝากเรียนคุณแม่ด้วยว่า  พวกเราชื่นชมและยกย่องท่านมาก ๆ"

            มิสได้ทราบว่ามีหลาย ๆ คนไปล้อเลียนเพื่อน  ไหนคนไหนบ้างคะที่เคยล้อคุณแม่เขา  ถ้ามี เราลูกผู้ชายต้องกล้ารับค่ะ
มีนักเรียน  3-4 คน  ยืนขึ้น  ใบหน้าของแต่ละคนรู้สึกสำนึกผิด  แล้วมิสก็ถามว่า   ดีมากนักเรียน  ตอนนี้คุณคงมีอะไรอยากจะพูดกับเพื่อนใช่มั๊ยคะ  
เด็กชายกลุ่มนั้นเดินเข้าไปโอบกอดคอ แล้วกล่าวขอโทษเพื่อนด้วยความจริงใจ  ครูสาวน้ำตาคลอเบ้า  ยืนมองภาพนั้นด้วยความปลาบปลื้มใจ  

            ใครเล่า ...  จะเข้าใจความเจ็บช้ำ ขมขื่นในหัวใจเล็ก ๆ ของเด็กชายคนหนึ่ง  ที่ถูกเพื่อนล้อเลียนประสาเด็กไม่ทันคิด
หากบัดนี้  ...  ความรักของแม่และน้ำใจของเพื่อน ๆ ได้สลายปมด้อยในใจของเขาไปจนสิ้น  เหลือเพียงความรักและความภาคภูมิใจในตัวคุณแม่เท่านั้น  
            เมื่อหมดชั่วโมงเรียน  มิสได้เรียกลูกชายคุณแม่  เข้าไปคุยอีกครั้ง  "วันนี้เรามีอะไรในใจที่คิดว่าควรพูดกับคุณแม่ม้ยคะ"  
เด็กคนนั้นนิ่งคิดไปชั่วครู่  ก่อนจะตอบเสียงสั่นปนสะอื้นว่า ....

            "ผม...  ผม จะไปขอโทษคุณแม่  แล้ว... บอกคุณแม่ว่า  ผมรักคุณแม่มากที่สุดในโลกเลยครับ"
 
... ใครที่ยังลังเลที่จะตอบแทนพระคุณพ่อ - แม่

อ่านไว ไว นะคะ เพราะเวลามีไม่มากแล้ว

รู้มั้ย น้ำนมหยดหนึ่งที่ไหลจากอกแม่

ต้องมาจากน้ำตาและหยาดเหงื่อเท่าไหร่

บอกเถอะนะ บอกทุกวัน  ว่ารักแม่..มากมาย

กอดแม่เถอะนะให้คุ้นเคย กอดเลยไม่ต้องอาย

กอดก่อนที่จะไม่มีแม่ให้กอด

และพยายามบอกแม่ทุกวันก่อนที่จะไม่มีแม่ให้บอก

-- รักแม่ที่สุดเลยค่ะ --