ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
พฤศจิกายน 25, 2014, 05:11:52 AM

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
10,191 กระทู้ ใน 2,591 หัวข้อ โดย 1,427 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: beau
ค้นหา:     การค้นหาขั้นสูง
+  ฮวงจุ้ย ดวงจีน ฤกษ์ยาม สุสาน ฮวงซุ้ย โหราศาสตร์จีน
|-+  ตอบปัญหา ฮวงจุ้ย ดวงจีน ฤกษ์ยาม โปรแกรม
| |-+  ประชาสัมพันธ์ / เรื่องน่ารู้
| | |-+  สุขภาพ : เกี่ยวกับ แม่และเด็ก การตั้งครรภ์
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สุขภาพ : เกี่ยวกับ แม่และเด็ก การตั้งครรภ์  (อ่าน 43465 ครั้ง)
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2007, 05:26:35 PM »

รวมข่าวสาร : เกี่ยวกับสุขภาพ บุคคลทั่วไป แม่และเด็ก จาก WebSite ต่าง ๆ
( ท่านใดมีข้อมูล แนะนำได้ที่ fs2004@yahoo.com )
...


ข้อห้าม ความเชื่อ หญิงตั้งครรภ์
http://www.fengshuitown.com/fengshui/fengshui-tip-pregnant-prohibit.htm

..........................................................


ข่าวจาก ผู้จัดการ : สาเหตุ เด็กปัญญาอ่อน

ด้านพญ.พรรณพิมลหล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กล่าวว่า
ผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและการเรียนรู้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

1.บกพร่องตั้งแต่กำเนิดซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มนี้ โดย 70-80% ไม่ทราบสาเหตุการเกิดอย่างแน่ชัดส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากพันธุกรรม แม่มีอายุมากโดยมีครรภ์ครั้งแรกหลังอายุ 40 ปีรวมถึงพ่อมีอายุ 50-60 ปีความแข็งแรงสมบูรณ์ของเชื้ออสุจิมีน้อย และ

2.ความบกพร่องเกิดจากเหตุอื่นเช่น ภาวะคลอดลำบากจนขาดออกซิเจน และประสบอุบัติเหตุทางสมองอย่างรุนแรง


ด้านดร.แกสตันเฮอเนียส ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสุขภาพจิต ประเทศแคนาดา กล่าวว่า
วิธีการป้องกันความบกพร่องทางสติปัญญาและการเรียนรู้อาจทำได้ด้วยการที่
มารดาที่ตั้งครรภ์ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ คลอดบุตรด้วยวิธีการที่ถูกต้อง
เสริมสารอาหารไอโอดีน มีภาวะโภชนาการที่ดีและป้องกันอุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น
และหากพบความผิดปกติในเด็ก ควรให้การดูแลและการเรียนรู้เหมือนเด็กปกติทั่วไป แล้วเสริมในความต้องการเฉพาะของเด็กที่มีความบกพร่องจะช่วยให้การฟื้นฟูพัฒนาการเด็กทำได้ดี

คนกลุ่มนี้เมื่อได้รับการฟื้นฟูถึงระดับหนึ่งแล้วสามารถทำงานได้อย่างคนปกติ
เช่น งานบรรจุหีบห่อและประกอบชิ้นส่วนสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น
ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้จะเชื่อถือได้ในเรื่องความซื่อสัตย์และทำงานตรงต่อเวลา ขอเพียงให้โอกาสพวกเขา
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2007, 09:23:46 AM »

ข่าวจาก ผู้จัดการ
แม่ดื่มตอนท้องแนวโน้มได้ลูกเกเร บุหรี่มีผลต่อการเจริญพันธุ์ลูกชาย
.........................................................................................


นักวิจัยเตือนแม่ที่ดื่มขณะตั้งท้อง มีแนวโน้มได้ลูกเกเรเมื่อโตขึ้น
ขณะที่ผลการศึกษาอีกชิ้นระบุการสูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์จะทำให้ความสามารถในการเจริญพันธุ์ของลูกชายลดลง

ในการศึกษาที่ตีพิม์อยู่ในวารสารอาร์ไคฟ์ ออฟ เจเนรัล ไซไคอะทรี
นักวิจัยวิเคราะห์จำนวนครั้งในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างตั้งครรภ์ และนำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับปัญหาพฤติกรรมของเด็กกว่า 8,600 คน อายุระหว่าง 4-11 ปี ที่ผู้เป็นแม่รายงานเข้ามา อาทิ การต่อยตี รังแกเพื่อน และการพูดจาหยาบคาย
       
        นักวิจัยพบว่า ทุกๆ วันในรอบสัปดาห์ที่แม่ดื่มเหล้าระหว่างตั้งครรภ์ ลูกจะมีปัญหาด้านความประพฤติเพิ่มขึ้น
       
        ความเชื่อมโยงนี้มีนัยสำคัญเชิงสถิติแม้เมื่อพิจารณาเรื่องของการใช้ยาเสพติด ระดับการศึกษา หรือสติปัญญาของผู้เป็นแม่ประกอบด้วย
       
        ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอินเดียนาในสหรัฐฯ ที่นำโดยดร.ไบรอัน โดโนฟริโอ ไม่มีข้อมูลปริมาณการดื่มของกลุ่มตัวอย่าง แต่พิจารณาจากความถี่ในการดื่มในรอบสัปดาห์
       
        ดร.โดโนฟริโอกล่าวว่า เป็นไปได้ว่าแอลกอฮอล์อาจส่งผลต่อเนื้อสมองของทารกส่วนที่ควบคุมพฤติกรรม
ทั้งนี้ เป็นที่รู้กันดีว่า หากแม่ดื่มเหล้าหนักจะส่งผลต่อพัฒนาการของทารกที่เรียกว่า fetal alcohol syndrome หรือกลุ่มโรคความผิดปกติของเด็กในครรภ์ที่มารดาดื่มแอลกอฮอล์

อย่างไรก็ดี ยังมีการถกเถียงกันอยู่เรื่องปริมาณการดื่มที่ปลอดภัยระหว่างตั้งครรภ์
       
ผลการศึกษาหลายฉบับชี้ว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สัปดาห์ละ 2-5 แก้ว อาจทำให้ตัวอ่อนในครรภ์มีพัฒนาการของระบบสมองช้าลง ซึ่งอาจเป็นอันตรายในระยะยาว
ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ ว่าที่คุณแม่ควรงดดื่มโดยสิ้นเชิง
       
ในเวลาไล่เลี่ยกัน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอะเบอร์ดีน สก็อตแลนด์ เปิดเผยผลการศึกษาที่ระบุว่า
การที่แม่สูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์ อาจมีผลต่อความสามารถในการเจริญพันธุ์ของลูกชาย
       
นักวิจัยพบว่า ยีน DHH ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการของลูกอัณฑะ ลดลงอย่างมากในตัวอ่อนเพศชายที่แม่สูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์
       
วารสารคลินิคัล เอนโอไครโนโลจี แอนด์ เมทาโบลิสท์
รายงานว่าลูกอัณฑะที่มีขนาดเล็กเกี่ยวพันกับการที่ร่างกายผลิตเชื้ออสุจิออกมาได้น้อย
       
นักวิจัยศึกษาตัวอ่อน 22 ตัวอายุครรภ์ระหว่าง 11-19 สัปดาห์ โดยวัดระดับยีน 30 ตัวที่สำคัญต่อพัฒนาการของลูกอัณฑะ และพบว่าตัวอ่อนที่มารดาสูบบุหรี่วันละ 10 มวนหรือมากกว่านั้นระหว่างตั้งครรภ์ มีระดับยีน DHH ลดลงเกือบครึ่งเมื่อเทียบกับตัวอ่อนที่แม่ไม่ได้สูบบุหรี่
       
อย่างไรก็ดี พอล ฟาวเลอร์ ผู้นำการวิจัย ตั้งข้อสังเกตว่านี่เป็นเพียงการวิจัยขั้นต้น
และจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
 
 
 
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2007, 09:25:48 AM »

จาก Blognone
WiFi กับสุขภาพเด็กในครรภ์
.......................................................................
รายงานการศึกษาล่าสุด เรื่องผลของ Wi-Fi ต่อสุขภาพ เปิดเผยว่า
สัญญาณ Wi-Fi มีผลต่อทารกในครรภ์มารดา
ซึ่งรายงานนี้ได้ตีพิมพ์ลงวารสารวิชาการ ที่มีชื่อว่า
the Australasian Journal of Clinical Environmental Medicine

โดยรายงานนี้ได้ระบุว่า สัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปล่อยจากอุปกรณ์ที่มีสัญญาณ Wi-Fi
เป็นสาเหตุให้เกิดการจับตัวกันของธาตุโลหะในเซลล์สมอง
ซึ่งการสะสมนี้จะทำให้เกิดอาการออทิสติกอย่างค่อยเป็นค่อยไป

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกหรือ WHO ได้ออกมาย้ำรายงานของตนว่า
สัญญาณ Wi-Fi ไม่มีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 22, 2008, 07:33:29 PM »

จาก ผู้จัดการ

ว่าที่คุณแม่ที่ดื่มกาแฟวันละมากกว่า 2 แก้ว อาจมีความเสี่ยงแท้งเพิ่มขึ้นสองเท่า
ทางที่ดีควรจำกัดหรืองดดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
หรือถ้าจะให้มั่นใจเต็มร้อย ควรหลีกเลี่ยงช็อกโกแลตร้อนด้วย
       
แพท โอเบรียน ที่ปรึกษาด้านสูตินรีแพทย์ และโฆษกของรอยัล คอลเลจ ออฟ ออปสเตทริเชียนส์ แอนด์
ไกเนโคโลจิสต์ของอังกฤษ กล่าวว่าจากข้อมูลการศึกษานี้
เห็นควรแนะนำให้สตรีมีครรภ์หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนระหว่าง 12 เดือนแรกของการตั้งครรภ์
โดยเฉพาะผู้ที่เคยแท้งมาก่อน
       
ทั้งนี้ คาเฟอีนอันตรายต่อทารกในครรภ์เนื่องจากสามารถตกค้างอยู่ในครรภ์มารดาเป็นเวลานาน
และถ่ายทอดถึงทารกที่กำลังเจริญเติบโต แต่ร่างกายยังไม่สามารถเผาผลาญอาหารได้อย่างรวดเร็ว
       
คาเฟอีนยังสามารถทำลายพัฒนาการของเซลล์ ยับยั้งการไหลเวียนของเลือดในรก
ส่งผลต่อระบบสนับสนุนชีวิตของทารก
นอกจากนั้น ยังมีความกังวลกันว่า
การที่แม่ดื่มกาแฟมากๆ อาจส่งผลต่อน้ำหนักตัวทารกและโอกาสในการคลอดก่อนกำหนด
       
นักวิจัยอเมริกันศึกษาจากสตรีมีครรภ์ 1,063 คนในซานฟรานซิสโก
ระหว่างเดือนตุลาคม 1996 ถึงเดือนเดียวกันปี 1998
โดยสตรีเหล่านี้ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดื่มกาแฟระหว่างตั้งครรภ์
และระยะเวลาในการตั้งครรภ์เมื่อเริ่มทำการศึกษาเฉลี่ยอยู่ที่ 71 วัน
       
นักวิจัยพบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟวันละอย่างน้อย 200 มิลลิกรัม หรือ 2 ถ้วยปกติขึ้นไป
หรือกาแฟกระป๋องขนาด 12 ออนซ์ 5 กระป๋อง มีความเสี่ยงแท้งสองเท่าเมื่อเทียบกับ
ผู้หญิงที่ไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเลย โดยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้เกี่ยวพันกับคาเฟอีนล้วนๆ
ไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น อายุหรือพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของมารดาแต่อย่างใด
       
ส่วนผู้หญิงที่ดื่มคาเฟอีนไม่ถึงวันละ 200 มิลลิกรัม มีความเสี่ยงแท้งเพิ่มขึ้นกว่า 40%
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2008, 09:06:02 AM »

นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์
โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง
....................................

เมาไปท้องไป ลูกเสี่ยงปากแหว่ง-เพดานโหว่

เป็นที่ทราบกันดี ว่า ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ (ท้อง) ส่วนหนึ่งไม่ได้เลิกเหล้า
วันนี้มีผลการศึกษาที่พบว่า ถ้าท้องไปเมาไป... ลูกจะเสี่ยง (มีโอกาสเป็น) โรคปากแหว่ง-เพดานโหว่มากขึ้น

เด็กที่เกิดมา 1,000 คนจะมีโอกาสเป็นโรคปากแหว่งประมาณ 1 คน หรือเทียบเท่ากับ 1 ใน 1,000

...

เมื่อแบ่งตามเชื้อชาติ พบว่า เด็กอินเดียนแดงและเอเชียมีโอกาสเป็นโรคปากแหว่งมากหน่อย
เด็กฝรั่งและญี่ปุ่นมีโอกาสประมาณกลางๆ เด็กอาฟริกันมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อย

นี่อาจจะเป็นโชคดีน้อยข้อที่เด็กๆ อาฟริกันมีทีเดียว

...

เด็กเชื้อสาย    โอกาสมีปากแหว่ง +/- เพดานโหว่ (ต่อ 1,000 คน)
อินเดียนแดง    3.74
ญี่ปุ่น                    0.82-3.36
จีน                    1.45-4.04
คอร์เคเชียน(ฝรั่ง)    1.43-1.86
อเมริกากลาง-ใต้
(ละตินอเมริกัน)    1.04
อาฟริกัน                    0.18-1.67

...

ท่านอาจารย์ดอกเตอร์ ลิซา เอ. เดอรู และคณะ แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์สุขภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เดอร์แฮม นอร์ต แคโรไลนา สหรัฐฯ
ทำการศึกษาเด็กทารกนอร์เวย์ที่มีโรคปากแหว่ง 377 คน

ผลการศึกษาพบว่า แม่ที่ท้องไปด้วยเมาไปด้วยในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์มีโอกาสได้ลูกปากแหว่ง-เพดานโหว่ดังต่อไปนี้

...

จำนวนครั้งที่ดื่มคราวละ 5 ดริ๊งค์ขึ้นไป    โอกาสมีลูกปากแหว่ง +/- เพดานโหว่เพิ่มขึ้น (เท่า)
1-2 ครั้ง                                                    มากกว่า 2 เท่า
3 ครั้งขึ้นไป                                    3 เท่า

...

หน่วย 1 ดริ๊งค์ (drink) เท่ากับเท่าไร

    * = เบียร์ชนิดจืดจาง 1 กระป๋องเล็ก
    * = ไวน์แบบแพงๆ 1 แก้วเล็ก (125 มิลลิลิตร)
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2008, 09:20:24 AM »

เลี้ยงลูกด้วยนมช่วยถนอมเต้า (จากมะเร็งเต้านม)

การเลี้ยงลูกด้วยนม(แม่)มีอะไรดีๆ ทั้งกับแม่และลูก เช่น ลดเสี่ยง (โอกาสเป็น) มะเร็งลูกได้หลายชนิด

วันนี้มีผลการ ศึกษาที่พบว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยลดเสี่ยง (โอกาสเป็น) มะเร็งเต้านมของคุณแม่
เข้าทำนอง "นมจากเต้า... ถนอมเต้า(นม)"

มูลนิธิวิจัยโลก หรือ "เวิร์ลด์ รีเซิร์ช ฟันด์ (World Research Fund)" ทำการทบทวนผลการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา 7,000 รายงาน
ผลการศึกษาพบว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยลดเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้ 4.8%

สถิติที่ผ่านมา... ผู้หญิงตะวันตก (ฝรั่ง) มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมประมาณ 1 ใน 9 (ตลอดชีวิต)

...

การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานในเด็กในขวบปีแรก
ทำให้โรคติดเชื้อ เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ ฯลฯ ลดลง

นอกจากนั้นยังช่วยลดโรคอ้วนในเด็ก
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2008, 09:24:01 AM »

อ้วนมากเกินอาจเสี่ยงแท้งลูก

โรคอ้วนอาจทำให้แท้งง่าย หรือในทางตรงกันข้าม... ถ้าลดความอ้วนได้ อาจจะทำให้การตั้งครรภ์ประสบความสำเร็จมากขึ้น

ท่านอาจารย์วินนี โลและคณะ แห่งโรงพยาบาลลอนดอน เซนต์ แมรี สหราชอาณาจักร (หมู่เกาะอังกฤษ)
ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้หญิงที่แท้งโดยไม่ทราบสาเหตุ 696 คน

ผลการศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่อ้วนมีโอกาสแท้งเพิ่มขึ้น 73% นอกจากนั้นอายุที่เพิ่มขึ้นก็เพิ่มโอกาสแท้งลูกเช่นกัน

ทีนี้ข่าวร้ายย่อม มาคู่กับข่าวดี...
ข่าวดีที่ว่าคือ ผู้หญิงที่อ้วน (obese) ตามนิยามของฝรั่งในที่นี้หมายถึงอ้วนจนมีดัชนีมวลกาย (body mass index / BMI) = 30
หรือมากกว่านั้น คนที่น้ำหนักเกินไม่ได้มีความเสี่ยง (โอกาสเป็นโรค) เพิ่มขึ้น

วิธีคิดดัชนีมวลกายหรือ BMI ทำไม่ยาก วิธีง่ายๆ คือ

    * นำเครื่องคิดเลขมาใกล้ตัว
    * กดน้ำหนักเป็นกิโลกรัมลงไป
    * หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตร 2 ครั้ง

ท่านอาจารย์ดอกเตอร์นิค ฟายเนอร์ อายุรแพทย์สาขาต่อมไร้ท่อ จากโรงพยาบาลแอดเดนบรูคส์ สหราชอาณาจักร กล่าวว่า
การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า ยิ่งอ้วนหรือยิ่งมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สูงขึ้น โอกาสตั้งครรภ์หรือท้องก็จะลดลง

นอกจากนั้นถ้าคนอ้วนท้อง... โอกาสมีโรคแทรกซ้อนในระหวางการตั้งครรภ์ (โรคของแม่)
และโอกาสเด็กในครรภ์ผิดปกติจะมากขึ้นตามไปด้วย
อาจารย์ฟายเนอร์กล่าวว่า อาจเป็นไปได้ที่เนื้อเยื่อไขมันที่สูงเกินในคนอ้วนทำให้เกิดการอักเสบ หรือธาตุไฟกำเริบมากขึ้น

...

อาจารย์ท่านเตือนว่า ความพยายามลดน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์หรือท้องนั้นดี
ทว่า... ความพยายามลดน้ำหนักในระหว่างการตั้งครรภ์น่าจะไม่ปลอดภัยเท่าไร
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #7 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2008, 09:29:59 AM »

นมแม่ ช่วยป้องกันเด็กตาบอด

ท่านอาจารย์แพทย์ หญิงวาสนา วินัยพานิช ผู้เชี่ยวชาญโรคเด็ก และคณะจากโรงพยาบาลอุตรดิตถ์
นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง "นมแม่กับอุบัติการณ์การเกิดโรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกก่อนกำหนด"
ในการประชุม "วิชาการนมแม่แห่งชาติครั้งที่ 2"

...

เด็กคลอดก่อนกำหนดมีโอกาสเกิดโรคจอประสาทตาผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งนำไปสู่ภาวะตาบอดได้บ่อย
สาเหตุเกิดจากการเจริญเติบโตของจอประสาทตาเด็กที่เจริญจากส่วนกลางไปส่วนขอบนอกจะสมบูรณ์ที่อายุครรภ์ประมาณ 40 สัปดาห์


เด็กที่คลอดก่อน กำหนด  (อายุครรภ์น้อยกว่า 36 สัปดาห์) จะมีความเสี่ยง (โอกาสเป็น) ตาบอดจากโรคนี้
และจะมากที่สุดถ้าคลอดก่อน 28 สัปดาห์ โดยส่วนที่อ่อนแอหรือบอบบางมากๆ ได้แก่ ส่วนขอบนอก

สถาบันเด็กแห่ง ชาติมหาราชินีสำรวจเด็กคลอดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 2,000 กรัมในปี 2542-2544
จำนวน 430 ราย พบเด็กมีจอประสาทตาผิดปกติมากถึง 22.33% หรือเกือบ 1 ใน 4

...

เมื่อทำการศึกษา เปรียบเทียบกลุ่มที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมแม่อย่างเดียว
กลุ่มที่ได้นมแม่ผสมกับนมผง และกลุ่มที่ได้เฉพาะนมผงพบว่า
นมแม่มีส่วนช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาผิดปกติได้มากที่สุดดังตาราง

กลุ่มอาหาร    ความเสี่ยง (โอกาสเป็นโรค)
นมผงอย่างเดียว    เพิ่ม 6 เท่า
นมผง + นมแม่    เพิ่ม 3 เท่า
นมแม่อย่างเดียว    ไม่เพิ่ม

...

การศึกษาครั้ง นี้มีส่วนสนับสนุนว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีส่วนช่วยป้องกันความเสี่ยง
หรือโอกาสตาบอดจากโรคจอประสาทตาเสื่อมในเด็กคลอดก่อนกำหนดได้ดีกว่านมผง หรือนมผงผสมนมแม่

เรียนเสนอให้พวกเราหันมาส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
ซึ่งยิ่งมีการวิจัยมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งพบข้อดีของนมแม่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #8 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2008, 09:59:03 AM »

นมแม่ ลดเสี่ยงอ้วน+ภูมิแพ้+หอบหืด

ก่อนหน้านี้มี การศึกษาหลายรายงานที่พบว่า เ
ด็กโตที่กินนมแม่มาก่อนอ้วนน้อยกว่าเด็กโตที่กินนมวัว วันนี้มีผลการศึกษาที่พบว่า
เด็กที่กินนมแม่อย่างน้อย 4 เดือนอ้วนน้อยกว่า และแม่ที่ให้ลูกกินนมก็มีการศึกษาสูงกว่ามาฝากครับ

ท่านอาจารย์ ดอกเตอร์เจสซิกา จี. วู และคณะ แห่งดรงพยาบาลเด็กซินซินนาทิ สหรัฐฯ
ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างเด็กอายุ 10-19 ปีที่ได้กินนมแม่อย่างน้อย 4 เดือน

...

ผลการศึกษาพบ ว่า เด็กที่กินนมแม่อย่างน้อย 4 เดือนมีดัชนีมวลกาย (body mass index / BMI)
ซึ่งคิดจากน้ำหนักเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตร 2 ครั้ง (ค่าปกติคนไทย = 18.5-22.9 / ถ้ามากกว่านี้ถือว่า น้ำหนักเกิน)

ผลของการกินนมแม่ ในแง่การป้องกันโรคอ้วนในเด็กพบทั้งในเด็กผิวขาว(ฝรั่ง)
เด็กผิวสี(อาฟริกันอเมริกัน หรือผิวดำ) เด็กที่พ่อแม่มีการศึกษาสูง(ปริญญาตรีขึ้นไป)และต่ำกว่า

...

ทว่า... ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว เด็กผิวขาว(ฝรั่ง)มีโอกาสกินนมแม่มากกว่าเด็กผิวสี(อาฟริกันอเมริกัน หรือผิวดำ) ดังตาราง

เด็กโต    โอกาสได้กินนมแม่ 4 เดือนขึ้นไป
ผิวขาว(ฝรั่ง)       40%
ผิวดำ(อาฟริกันอเมริกัน)    11%

...

นอกจากนั้นพ่อแม่ที่มีการศึกษาระดับปริญญาขึ้นไปมีแนวโน้มจะให้ลูกกินนมแม่มากกว่า

ระดับการศึกษาของพ่อแม่     โอกาสให้ลูกกินนมแม่
ปริญญาตรีหรือสูงกว่า           40%
ต่ำกว่าปริญญาตรี                18%

...

อาจารย์วูกล่าวว่า เด็กที่กินนมแม่มีแนวโน้มจะควบคุมการกินให้ "พอดี" ได้มากกว่าเด็กที่กินนมวัว

การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า การกินนมแม่ช่วยลดความเสี่ยงโรคต่อไปนี้ให้น้อยลงได้แก่

    * โรคท้องเสียจากการติดเชื้อ
    * โรคหูส่วนกลางอักเสบ (ติดเชื้อ)
    * โรคภูมิแพ้
    * โรคหอบหืด
    * มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #9 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2008, 10:00:40 AM »

ดูมวยปล้ำมาก ระวังสำส่อน+พฤติกรรมเปลี่ยน(โหด...)

มวยปล้ำอาชีพมักจะสอดแทรกความโหดที่ไม่ธรรมดาไว้อย่างมากมาย
วันนี้มีผลการศึกษาที่พบว่า การดูมวยปล้ำอาชีพมากๆ เสริมความโหด และการสำส่อนของวัยรุ่นมาฝากครับ

การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า วัยรุ่นผู้หญิงที่ดูมวยปล้ำมากๆ ห้าวมากขึ้น ตบตีกันมากขึ้น และพกพาอาวุธติดตัวมากขึ้น

...

ท่านรองศาสตราจารย์ดอกเตอร์มาร์ค วูลฟ์ซัน และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยเวค-ฟอเรสท์ วินสทัน-ซาเลม รัฐนอร์ต แคโรไลนา สหรัฐฯ
ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างอายุ 16-20 ปี 2,300 คน

ผลการศึกษาพบว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา... วัยรุ่นผู้ชาย 22% ชมมวยปล้ำอาชีพ และวัยรุ่นผู้หญิง 14% ชมมวยปล้ำอาชีพ

...

เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบต่อความโหด และสำส่อนแล้วพบว่า ทุกๆ ครั้งที่วัยรุ่นชมมวยปล้ำอาชีพเพิ่มขึ้น 1 ครั้งในช่วง 2 สัปดาห์
พฤติกรรมจะเปลี่ยนไปดังต่อไปนี้

    * ทำร้ายคนอื่นด้วยอาวุธเพิ่มขึ้น 19%
    * สำส่อนทางเพศ โดยไม่ป้องกันการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น 13%
    * ทะเลาะวิวาทกับเพื่อนเพิ่มขึ้น 16%
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #10 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2008, 10:02:44 AM »

เด็กดื่มนมแม่ ฉลาดกว่าเด็กดื่มนมโค


การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีข้อดีหลายประการ เช่น ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรคให้เด็ก
โดยเฉพาะเด็กที่ได้รับน้ำนมเข้มข้นในช่วงแรก (colostrum) ของการคลอดจะมีภูมิต้านทานโรคสูงมาก ฯลฯ


ท่านศาสตรา จารย์ไมเคิล เครเมอร์ (Prof. Michael Kramer) และคณะ แห่งมหาวทยาลัยแมคกิลล์ แคนาดา
ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างเกือบ 14,000 คนที่คลอดในโรงพยาบาลเบลารุส

ผลการศึกษาพบว่า เด็กที่ได้กินนมแม่อย่างน้อย 3 เดือนแรก (หรือนานกว่านั้น)
มีระดับไอคิว (IQ) ที่อายุ 6 ปีมากกว่าเด็กที่กินนมโค (วัว) ประมาณ 5.9 หน่วย

...

นอกจากนั้นเด็กที่กินนมแม่ยังมีผลการเรียนดีกว่า ทั้งด้านการอ่าน และการเขียนดีกว่าอีกด้วย

อาจารย์เครเมอร์ ผลของนมแม่ต่อการเรียนรู้ของเด็กอาจเป็นผลจากคุณภาพของนมแม่ที่เหนือกว่านม โค
โดยเฉพาะกรดไขมันที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์ประสาท หรือการสร้างพันธะ (bond)
หรือสายใยรักแม่-ลูกที่ดีกว่านมวัวนั้น... ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

...

คุณแม่ที่ไม่มีโอกาสให้นมแม่ในช่วงกลางวันสามารถทำการสะสมนมแม่ไว้ใน "ธนาคารน้ำนม" ได้ โดยใช้ตู้เย็นเป็นที่เก็บ

การเก็บน้ำนมไว้ ในขวดนมสะอาดในช่องเย็น (ไม่ใช่ช่องแข็ง)
การเก็บไว้ในส่วนกลางตู้เย็นจะดีกว่าการเก็บไว้บริเวณประตู หรือหน้าต่างตู้เย็น
เนื่องจากส่วนกลางตู้เย็นจะมีอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ ไม่ขึ้นๆ ลงๆ เวลาเปิดปิดตู้เย็นแบบส่วนประตู หรือหน้าต่าง

...

ธนาคารน้ำนมนี้เก็บไว้ได้คราวละ 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมงได้อย่างปลอดภัย จึงควรทำการบันทึกเวลาเก็บน้ำนมไว้ด้วย

เมื่อจะนำไปใช้ ... ให้นำน้ำนมออกจากธนาคาร (ตู้เย็น) ใส่ในน้ำอุ่นให้อุ่นพอประมาณ หยดลงบนหลังมือ
เพื่อสังเกตดูว่า ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป ก่อนให้เด็กดื่ม

บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #11 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2008, 11:05:26 AM »

บุหรี่ หญิงมีครรภ์ และนิ้วทารก

อาจารย์หลี่-ซิง แมน และอาจารย์ ดร.เมนจามิน ชาง แห่งมหาวิทยาลัยเพนน์ซิลวาเนีย ฟิลาเดลเฟีย สหรัฐฯ
ได้ทำการศึกษาสถิติของสหรัฐในช่วงปี 2544-2548

ทารกเกิดใหม่มีชีวิตในช่วงนั้นมีมากกว่า 8 ล้านคน ทารกที่นิ้วผิดปกติได้แก่
 นิ้วเกิน (polydactyly) นิ้วติดกัน (syndactyly) และไม่มีนิ้ว (adactyly) มีจำนวน 6,522 คน

อาจารย์ท่านตัดเด็กที่มีนิ้วผิดปกติร่วมกับความผิดปกติอื่นๆ 1,121 คนออกไปจากการศึกษา
เหลือไว้แต่พวกที่มีนิ้วผิดปกติอย่างเดียว 5,171 คน

ผลการศึกษาพบว่า แม่ที่สูบบุหรี่ทำให้ลูกมีโอกาสเกิดนิ้วผิดปกติเพิ่มขึ้น 31 % และความเสี่ยงนี้แปรตามจำนวนบุหรี่ที่สูบ

ถ้าแม่สูบ 10 มวนต่อวันหรือน้อยกว่า ทารกจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 29 %
ถ้าแม่สูบเท่ากับหรือมากกว่า 21 มวนต่อวัน ทารกจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 78 %

แม่ที่สูบบุหรี่นอกจากจะทำให้ลูกเสี่ยงต่อการมีนิ้วพิการไปตลอดชีวิตแล้ว
ยังเพิ่มความเสี่ยงอื่นๆ เช่น แท้งลูก คลอดก่อนกำหนด ทารกแรกคลอดมีน้ำหนักตัวน้อย ฯลฯ
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #12 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2008, 11:09:08 AM »

วิตามินแบบนี้ ดีกับทารกในครรภ์

กรดโฟลิค (folic acid / folate / โฟเลต / วิตามินบีชนิดหนึ่ง)
มีส่วนช่วยป้องกันความผิดปกติในการพัฒนาการของท่อระบบประสาทของทารกในครรภ์ (neural tube defect)
 ซึ่งจะเจริญเติบโตต่อไปเป็นสมอง และไขสันหลังได้

พัฒนาการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งช่วงนั้น “ว่าที่คุณแม่” ส่วนใหญ่ยังไม่รู้เลยว่า ตั้งครรภ์แล้ว
 ทำให้เสี่ยงต่อความผิดปกติที่พบบ่อยได้แก่

   1. ภาวะไม่มีสมองใหญ่ (anencephaly) ซึ่งทารกจะตายหลังคลอดได้ไม่นาน
   2. ไขสันหลังส่วนล่างผิดปกติ (spina bifida) ซึ่งมักจะพบร่วมกับกระดูกสันหลังผิดปกติ และอาจทำให้เกิดถุงน้ำไขสันหลังโป่งออกไปทางด้านหลัง (meningocele) หรือเกิดถุงน้ำไขสันหลังที่มีเนื้อไขสันหลังโป่งออกไปทางด้านหลัง (myelomeningocele) และพบร่วมกับความผิดปกติชนิดอื่นๆ ได้

ท่านอาจารย์ฟิลิปป์ เดอ วาลส์ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยลาวาล รัฐควีเบค แคนาดาทำการศึกษาพบว่า

อัตราการเกิดความผิดปกติของท่อระบบประสาท(สมอง-ไขสันหลัง)ลดลงจาก 0.158% เป็น 0.086%
หลังจากมีการออกกฎหมายบังคับให้เติมวิตามินชนิดนี้ไปในอาหาร

ปี 2541 แคนาดาออกกฎหมายบังคับให้เติมกรดโฟลิค หรือโฟเลตในอาหาร หลังจากนั้น 11 เดือนสหรัฐฯ ก็ออกกฎหมายแบบเดียวกัน

กฎหมาย สหรัฐฯ บังคับให้เติมกรดโฟลิค หรือโฟเลตไปในแป้งที่ใช้ทำอาหาร อาหารสำเร็จรูปทำจากข้าวโพด พาสตา ซีเรียลอาหารเช้า
เพื่อให้ผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์(อาจมีลูกได้)ทุกคนได้รับวิตามิน ชนิดนี้อย่างน้อยวันละ 400 ไมโครกรัม (mcg)

กรดโฟลิค หรือโฟเลตมีมากผักใบเขียว ผลไม้ ถั่ว นัท(เมล็ดพืชเปลือกแข็งที่ต้องกะเทาะเปลือกออกก่อนกิน เช่น วอลนัท ฯลฯ)

ข้าวกล้องมีกรดโฟลิค หรือโฟเลตสูงกว่าข้าวขาว

การกิน อาหารให้ครบทุกหมู่ โดยเฉพาะกินกรดโฟลิคให้เพียงพอ และการไม่ดื่มเหล้า (เบียร์ ไวน์...)
 มีส่วนช่วยป้องกันความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #13 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2008, 11:10:21 AM »

เด็กนอนหัวค่ำ นิสัยดีกว่าเด็กนอนดึก

อาจารย์ดอกเตอร์เอลิซาเบธ เจ. ซัสแมน แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย สเตท
 ซึ่งเป็น 1 ในคณะผู้ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็ก 111 คน อายุ 8-13 ปีพบว่า

เด็กๆ ที่ นอนดึก เช่น เล่นเกมส์ ดูโทรทัศน์ ฯลฯ มีส่วนทำให้เด็กๆ นอนไม่พอ และเกิดปัญหา
เช่น การควบคุมอารมณ์ – ความประพฤติแย่ลง ความใส่ใจการเรียน – การงานแย่ลง ฯลฯ

เด็กผู้ชายที่นอนดึกมีแนวโน้มจะชอบ “แหกกฎกติกา” มากกว่าเพื่อนๆ ที่นอนตั้งแต่หัวค่ำ

เด็กผู้หญิงที่นอนดึกมีแนวโน้มจะก้าวร้าวมากกว่าเพื่อนๆ ที่นอนตั้งแต่หัวค่ำ

นอก จากนั้นเด็กๆ ที่นอนไม่พอยังมีระดับฮอร์โมนที่ตอบสนองต่อความเครียดเปลี่ยนไปคือ
ฮอร์โมนคอร์ทิซอล (cortisol) ที่ตอบสนองต่อความเครียดจะเปลี่ยนไป

ปกติฮอร์โมน นี้จะสูงตั้งแต่ตื่นนอน และสูงไปจนเย็น ก่อนจะลดลงในเวลากลางคืน
เด็กๆ ที่นอนดึกมีแบบแผนการหลั่งฮอร์โมนเปลี่ยนไป คือ ระดับฮอร์โมนนี้จะต่ำลงในช่วงกลางวัน

การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า คนที่มีระดับฮอร์โมนที่ตอบสนองต่อความเครียด
หรือคอร์ทิซอลเปลี่ยนไปมีพฤติกรรมต่อต้านสังคมมากขึ้น และซึมเศร้ามากขึ้น
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #14 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2008, 11:29:22 AM »

กินปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

คำแนะนำใหม่จากการประชุมสำนักงานบริหารภาคพื้นทะเลและ บรรยากาศ สหรัฐอเมริกา
(National oceanic and atmospheric administration / NOAA) แนะนำให้คนอเมริกันทุกคน
โดยเฉพาะผู้หญิงมีครรภ์ ผู้หญิงที่ให้นมลูก และเด็กกินอาหารทะเลสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

อาหารทะเลเป็นอาหารที่มีโปรตีนชั้นดี ไขมันชนิดดี(โอเมก้า-3) ไอโอดีน เหล็ก และโคลีน(บำรุงสมองและระบบประสาท)

สาร อาหารเหล่านี้มีประโยชน์มากเป็นพิเศษต่อสมองทารกในครรภ์และเด็ก
ช่วยลดปัญหาการลืมชื่อ (dyslexia) ออทิสติก และพัฒนาการผิดปกติในเด็กหลายอย่าง

รายงาน การประชุมวิชาการในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.กล่าวว่า
การกินอาหารทะเลเป็นประจำน่าจะมีส่วนช่วยให้อายุยืนขึ้น สุขภาพดีขึ้น
ลดความเสี่ยงจากโรคเส้นเลือดหัวใจ มะเร็ง สมองเสื่อมอัลไซเมอร์ เบาหวาน โรคที่มีการอักเสบเรื้อรัง เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ฯลฯ

การประชุมนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ แคนาดา ไอซ์แลนด์ และสำนักงานอาหารและเกษตร สหประชาชาติ (UN FAO)

เนื่องจากทารกในครรภ์มีโอกาสได้รับอันตรายจากสารเคมีในท้องทะเลมากเป็นพิเศษ

ผู้หญิงจึงควรระวังการกินอาหารทะเลในช่วงก่อนตั้งครรภ์ 6 เดือน ช่วงตั้งครรภ์ และช่วงให้นมลูก

วิธี ป้องกันง่ายๆ คือ ให้หลีกเลี่ยงปลาที่มีสารปรอทค่อนข้างมาก
เช่น ปลาฉลาม ปลาฉนาก (sword fish) ปลาคิงแมคเคอเรล ปลาทูนา ปลาวาฬ (รายงานนี้รวม tilefish ด้วย) ฯลฯ

ท่านอาจารย์วิลเลียม อี. เอ็ม. ลอร์ดส์ ซึ่งเกษียณจากตำแหน่งศาสตราจารย์ชีวเคมีในมหาวิทยาลัยมิชิแกนและอิลลินอยส์กล่าวว่า

คำแนะนำนี้มีระดับความปลอดภัยจากสารพิษที่ปนเปื้อนในทะเล(โดยเฉพาะปรอท – ผู้เขียน) ถึง 10 เท่า

นั่นคือ คนทั่วไป(ไม่รวมหญิงมีครรภ์หรือให้นมลูก)กินมากกว่าคำแนะนำนี้ 10 เท่าก็ยังปลอดภัย

ศาสตราจารย์วิลเลียมกล่าวว่า เนื้อปลามีสารเซเลเนียมสูง สารนี้ทำหน้าที่ป้องกันพิษจากสารปนเปื้อนในทะเล

บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #15 เมื่อ: ธันวาคม 30, 2008, 09:23:49 AM »

6 วิธีลดอาการปวดหัวระหว่างตั้งครรภ์

ว่าที่คุณแม่หลายท่านอาจคุ้นเคยกับเพื่อนสนิทยามตั้งครรภ์ที่มีชื่อว่า "อาการปวดหัว" กันมาไม่มากก็น้อย
ซึ่งหลายคนอาจเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเจ้าโรคชวนหงุดหงิดนี้บ่อยครั้ง และทำให้เกิดอาการพาลกับคนใกล้ตัวได้ง่าย ๆ
วันนี้เราจึงมองหาวิธีบรรเทาอาการปวดหัว ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ว่าที่คุณแม่เองไม่ต้องอารมณ์เสีย และอ่อนเพลียได้แล้ว
ยังทำให้คนใกล้ชิดดูแลได้อย่างสบายใจมากขึ้นด้วย
       
วิธีลดอาการปวดหัวที่เราหามาฝากกันในครั้งนี้ ส่งตรงมาจาก the American Pregnancy Association โดยเป็นข้อแนะนำง่าย ๆ ดังนี้
       
       1. พยายามคิดถึงสิ่งต่าง ๆ ในแง่ดี เวลาตั้งครรภ์ ว่าที่คุณแม่หลายคนอารมณ์แปรปรวน อารมณ์เสียได้บ่อยครั้ง
เมื่อหงุดหงิดนาน ๆ เข้า คงจะหนีอาการปวดศีรษะไปไม่พ้น แต่ถ้าลองพยายามมองโลก มองสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในแง่ดี
ยกตัวอย่างเช่น สามีกลับบ้านดึก ก็เพราะเขาทำงานหาเงินเพิ่มเติมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับลูกน้อยที่กำลังจะเกิด
แทนที่จะเกิดอารมณ์หงุดหงิด ก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจสามีมากยิ่งขึ้นค่ะ
       
       2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นข้อที่พูดง่ายแต่อาจจะทำยาก แต่ควรจะทำเสียก่อนที่อาการปวดหัวจะถามหา
แล้วนอนกี่ชั่วโมงจึงจะเหมาะสม สำหรับผู้ใหญ่ การนอนวันละ 7 - 9 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว การนอนหลับพักผ่อน
นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวแล้ว ยังลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน เบาหวาน และอีกมากมายหลายโรคด้วย
ถ้าเมื่อใดที่คุณตื่นนอนขึ้นมาแล้วพบว่า สามารถเรียกความสดชื่นกลับคืนมาได้ ก็ถือว่า เวลาที่ใช้ไปกับการนอนนั้นมีคุณภาพเต็มที่แล้ว
       
       3. รับประทานอาหารและของว่างที่มีประโยชน์ บางครั้ง หากว่าที่คุณแม่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
ก็อาจเป็นตัวการทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรทานอาหารตามปกติ เน้นอาหารและของว่างที่มีประโยชน์
       
       4. ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณ และความคิดให้แจ่มใสอยู่เสมอ
       
       5. ออกกำลังกายเบา ๆ ตามที่คุณหมอแนะนำ แน่นอนว่าการตั้งครรภ์ไม่ใช่การป่วย
คงไม่ดีนักหากว่าที่คุณแม่จะเลือกจมจ่อมอยู่กับเตียงหรือม้านั่ง การลุกเดิน ทำกิจกรรมต่าง ๆ บ้าง นอกจากจะช่วยให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวแล้ว
ยังทำให้ว่าที่คุณแม่รู้สึกว่าตนเองได้ทำประโยชน์แก่คนอื่น ๆ และช่วยเพิ่มความรู้สึกดี ๆ กับตัวเองมากขึ้นด้วย
       
       6. ข้อสุดท้าย ก็คือพยายามกำจัดความเครียดออกจากชีวิตให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
การคิดเรื่องเครียด ๆ ระหว่างตั้งครรภ์มีแต่จะทำให้ปวดหัวมากยิ่งขึ้น หากมีโอกาส ว่าที่คุณแม่อาจหาหนังสือธรรมะมาอ่าน
ช่วยฝึกจิตใจก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะหลักธรรมคำสอนในทางพุทธศาสนาสามารถช่วยให้ความเครียดในใจคลายลงได้เป็นอย่างดี

บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #16 เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 08:00:56 AM »

6 Step สยบอาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้อง เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย
วิธีช่วยให้อาการแพ้ท้องหายขาดนั้นไม่มี มีเพียงวิธีบรรเทาให้เบาลง โดยอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง
ซึ่งทำได้ง่าย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
       
1.หลังจากที่ตื่นนอน ไม่ควรลุกจากที่นอนทันที ให้ค่อยๆ ลุกและนั่งพักอยู่ที่เตียงก่อนเป็นเวลา 10 - 15 นาที
  ระหว่างนี้ควรจิบน้ำขิงอุ่นๆ มีงานวิจัยว่า การดื่มน้ำขิงจะช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ในหญิงมีครรภ์ และถ้าให้ดีควรดื่มหลังตื่นนอนใหม่ๆ

2. ควรเลือกทานอาหารอ่อนๆ เพราะระหว่างตั้งครรภ์ ฮอร์โมนในร่างกายที่สูงขึ้นจะส่งผลทำให้ลำไส้ทำงานช้าลง
   และเมื่อลำไส้ทำงานหนักไป จะส่งผลให้มีอาการพะอืดพะอม ที่สำคัญ ควรแบ่งอาหารออกเป็นหลายๆ มื้อ
   และไม่ควรทานอิ่มเกินไป จะทำให้อยากอาเจียนได้ง่าย
       
3. เมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้า กลางวัน หรือเย็น ไม่ควรนั่งหรือนอนพักผ่อนทันที
   แต่ให้ออกกำลังกายด้วยการเดินเล็กน้อย หรือทำงานบ้านเบาๆ เช่น กวาดพื้น รดน้ำต้นไม้ ฯลฯ ประมาณ 15 นาที
   เพื่อช่วยให้อาหารย่อยและรู้สึกผ่อนคลาย การกินอิ่มๆ และนอนในทันทีจะทำให้อาหารย้อนกลับได้ง่ายขึ้น
   และส่งผลให้พะอืดพะอมได้
       
4.ในระหว่างวัน หากรู้สึกเปรี้ยวปากหรือพะอืดพะอมมาก ให้หาลูกอม ขนมขบเขี้ยวหรือผลไม้
    ทานระหว่างวัน ของเปรี้ยว ของขบเคี้ยวจะช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องได้มาก
       
5. อาหารที่มีกลิ่นแรงหรืออาหารแสลงที่อาจทำให้รู้สึกพะอืดพะอม เช่น ปลาหมึก ทุเรียน หรือแม้แต่กลิ่นน้ำหอม กลิ่นดอกไม้
    ควรบอกให้คนที่บ้านทราบว่าเราแพ้หรือไม่ เพื่อขอความร่วมมือไม่ให้นำเข้าบ้าน หรือเข้ามาใกล้คุณแม่ค่ะ
       
6.การนอนที่เพียงพอในตอนกลางคืน และได้นอนพักบ้างในตอนกลางวัน จะช่วยลดอาการวิงเวียน คลื่นไส้ได้
   และสถานที่พักผ่อน ควรจัดให้ปลอดโป่รง มีอากาศถ่ายเท
       
       ส่วนข้อควรระวังและข้อควรทำสำหรับคนที่มีอาการแพ้ท้องนั้นควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่แออัด มีฝุ่นควัน เพื่ออากาศจะได้ถ่ายเทสะดวก ช่วยลดอาการวิงเวียนได้มาก งดรับประทานของทอด ของมันๆ ตลอดจนการสูบบุบุหรี่ ดื่มสุรา และสารเสพติด

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ต้องพยายามไม่เครียด เป็นกังวล วิตกจริต ทำใจให้สบายๆ หรือหาวิธีผ่อนคลายความเครียดง่ายๆ เช่น ทำงานเบาๆ อยู่กับต้นไม้ ธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม อย่าหักโหมเกินไป แต่หากมีอาการแพ้ท้องมาก รุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ทันที
       
       ขอขอบคุณข้อมูลจาก healthcorners
 
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #17 เมื่อ: มีนาคม 10, 2009, 08:50:13 PM »

การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า ความผิดปกติของท่อระบบประสาทอาจป้องกันได้ด้วยการกินโฟเลต
หรือกรดโฟลิคที่พบมากในผักผลไม้สดๆ ถั่ว หน่อไม้ฝรั่ง ผักโขม(ปวยเล้ง) ตับ สรุปง่ายๆ คือ พบมากในพืชผักและตับ

การศึกษานี้บ่งชี้ว่า การกินวิตามิน B12 ซึ่งพบมากในเนื้อ ผลิตภัณฑ์นม ไข่ อาหารทะเล ตับ
หรือสรุปง่ายๆ คือ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์อาจป้องกันความผิดปกติชนิดนี้ได้

...

หลักสำคัญมากในการป้องกันความผิดปกติของเด็กในท้องคือ ต้องกินอาหารให้ครบทุกหมู่ตั้งแต่ก่อนรู้ว่า "ท้อง"
หรือตั้งครรภ์ เนื่องจากช่วงสร้างอวัยวะอยู่ในช่วงแรกเริ่มของการตั้งครรภ์
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #18 เมื่อ: มีนาคม 14, 2009, 12:04:04 PM »

Web ผู้จัดการ

นักวิจัยจากการศึกษาของ British Medical Journal (BMJ) เผย
หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นไมเกรนเสี่ยงภาวะเส้นเลือดในสมองแตก โรคหัวใจและมีลิ่มเลือดซึ่งจะทำให้ครรภ์เป็นพิษ
       
Cheryl Bushnell ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและทีมงานวิจัย จากมหาวิทยาลัย Wake Forest ในวินสตัน-ซาเล็ม นอร์ธแคโรไลนา
ได้รวบรวมข้อมูลจำนวนผู้ป่วยชาวอเมริกัน 18 ล้านคนในปีพ.ศ.2543-2546 ซึ่งเขาพบว่า
หญิงตั้งครรภ์กว่า 44,000 คน ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเพราะไมเกรนกำเริบ
       
ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่า การที่ผู้ป่วยตั้งครรภ์เป็นไมเกรนนั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้พวกเขาตกอยู่ในภาวะอันตราย
ซึ่งนำไปสู่โรคเส้นเลือดในสมองแตกอย่างเฉียบพลัน หัวใจล้มเหลว ความดันโลหิตสูง ฯลฯ โดยเป็นส่วนหนึ่งของครรภ์เป็นพิษ
ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นไมเกรนควรหาวิธีป้องกันไม่ให้ไมเกรนกำเริบโดยการผ่อนคลายด้วยวิธีต่างๆ
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #19 เมื่อ: เมษายน 21, 2009, 08:25:58 AM »

คุณแม่เครียดเพิ่มเสี่ยงลูกหอบหืด

ศาสตราจารย์จอห์น เฮนเดอร์ซัน และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยบริสทอล อังกฤษ
ทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง (Children of the 90s study) ประมาณ 6,000 ครอบครัว ซึ่งมีเด็กประมาณ 14,000 คน

ผลการศึกษาพบว่า ถ้า "ว่าที่คุณแม่ (mums-to-be) เครียด... คุณลูกจะเสี่ยงโรคหอบหืดเพิ่มขึ้น 60%

...

นอกจากนั้นยังพบว่า เด็กๆ ที่ถนัดซ้าย (left-handed) ทำแบบทดสอบหลายอย่างได้คะแนนดีกว่าเด็กๆ ที่ถนัดขวา (right-handed)

และว่าที่คุณแม่ที่กินปลาทะเลในระหว่างการตั้งครรภ์ทำให้คุณลูกมีพัฒนาการทางสายตาดีขึ้น
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #20 เมื่อ: เมษายน 21, 2009, 08:30:17 AM »

คุณแม่รับแดดอ่อนทำกระดูกคุณลูกแข็งแรง
 
อาจารย์เอเดรียน เซเยอร์ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยบริสทอล อังกฤษ (UK) ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างเกือบ 7,000 คน ติดตามไป 10 ปี
พบว่า คุณแม่รับแดดอ่อนๆ ยามเช้า-ยามเย็นช่วง 3 เดือนสุดท้ายทำให้กระดูกคุณลูกแข็งแรงขึ้น

กลไกที่อาจเป็นไปได้คือ การได้รับแสงแดดอ่อนทำให้ผิวหนังคุณแม่สร้างวิตามิน D
วิตามิน D ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายอีกต่อหนึ่ง

อาหารที่มีวิตามิน D สูงได้แก่ ปลาทะเล กุ้ง ไข่ ผลิตภัณฑ์นมเสริมวิตามิน D
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #21 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2009, 07:42:47 AM »

โฟเลตลดเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด

ผลการศึกษาพบว่า การกินโฟเลต (folate, folic acid) ซึ่งเป็นวิตามิน B ชนิดหนึ่งอย่างน้อย 1 ปีก่อนตั้งครรภ์
ช่วยลดเสี่ยง (ความน่าจะเป็น) การคลอดก่อนกำหนดได้มากจนถึง 70% (up to = มากจนถึงระดับหนึ่ง ไม่เกินกว่านั้น)

การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า การกินโฟเลตตั้งแต่เริ่มคิดว่า จะมีลูก (ก่อนตั้งครรภ์หรือตั้งท้อง) จนถึง 12 สัปดาห์หลังตั้งครรภ์
มีส่วนช่วยลดความผิดปกติของสมอง-ไขสันหลังเด็กในท้องได้

...

อ.ดร.ราเดค บูโควสกี (Radek Bukowski) และคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส สหรัฐฯ
ทำการศึกษาข้อมูลจากคนท้องเกือบ 35,000 ราย ในจำนวนนี้มีคนคลอดก่อนกำหนดมากกว่า 1,600 ราย

ผลการศึกษาพบว่า การกินโฟเลต หรือกรดโฟลิคตั้งแต่คิดจะมีลูกช่วยลดเสี่ยง (ความน่าจะเป็น) ของการคลอดก่อน 28 สัปดาห์ได้ 70%
และลดเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดช่วงท้ายๆ คือ 28-32 สัปดาห์ได้ครึ่งหนึ่ง


อ.บูโควสกีแนะนำให้ผู้หญิงวิตามินโฟเลต (folic acid) วันละ 0.4 มิลลิกรัม
ซึ่งเป็นขนาดเดียวกับที่ใช้ป้องกันความผิดปกติของสมอง-ไขสันหลังของเด็กในครรภ์
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #22 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2009, 07:45:01 AM »

โฟเลตป้องกันโรคหัวใจเด็กในครรภ์

กฏหมายสหรัฐฯ และแคนาดาบังคับให้มีการเติมวิตามิน B ที่ชื่อ "โฟเลต (folate, folic acid)" ในแป้งทำขนมปัง
กฏหมายนี้ยังไม่บังคับใช้ในยุโรป

อ.หลุยส์ ปิโลเต (Louise Pilote) และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ (McGill) ในมอนทรีอาลทำการศึกษาพบว่า
ปี 1988 แคนาดาบังคับให้มีการเติมโฟเลตในอาหารบางอย่าง ทำให้ความผิดปกติของหัวใจเด็กในครรภ์รัฐควิเบค แคนาดา ลดลง 6% ต่อปี

...

ทุกวันนี้รัฐบาล 67 ประเทศ "แนะนำ" ให้เติมโฟเลตในขนมปัง ในจำนวนนี้ 47 ประเทศใช้วิธีบังคับ

โฟเลตช่วยในการแบ่งตัวของเซลล์ใหม่ เช่น การสร้างอวัยวะเด็กในครรภ์ การสร้างเม็ดเลือด ฯลฯ

ประเด็นสำคัญคือ ต้องกินตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จึงจะได้ผลดี ไม่ใช่มากินหลังตั้งครรภ์แล้ว
เนื่องจากการสร้างอวัยวะ โดยเฉพาะสมองและไขสันหลัง เริ่มต้นในช่วงแรกของการตั้งครรภ์

อาหารที่มีโฟเลตสูงได้แก่ ผักใบเขียว ผลไม้ ถั่วเมล็ดแห้ง (เช่น ถั่วเหลือง ฯลฯ)
ถั่วเมล็ดเปียก (เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วพู ฯลฯ) ถั่วเปลือกแข็ง (nut)

...

อ.ปิโลเตและคณะทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างคุณแม่ที่มีลูกผิดปกติรุนแรงในรัฐควิเบกพบว่า
ถึงแม้จะมีการเติมโฟเลตในแป้งแล้ว แต่คุณแม่จำนวนมากก็ยังได้รับวิตามินนี้ไม่มากพอ

แสดงว่า คุณแม่จำนวนมากกินข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ ถั่ว และเห็ดน้อยเกินไป

...

"ว่าที่คุณแม่" หรือคนที่คิดจะมีลูกปรึกษาหมอใกล้บ้าน เพื่อกินโฟเลตเสริม กินข้าวกล้อง ถั่ว ผัก ผลไม้ให้มากพอเป็นประจำ

นอกจากนั้นท่านที่บริจาคเลือดแล้วเพลีย หรือมีปัญหาเลือดลอยในการบริจาคเลือด
ควรปรึกษาหมอใกล้บ้านว่า มีโรคเลือดจางธาลัสซีเมียหรือไม่...


ถ้าไม่มี (ผู้บริจาคเลือดที่เคยบริจาคมาแล้ว เกือบทั้งหมดจะไม่มีโรคเลือดจางชนิดนี้ เนื่องจากภาวะเลือดจางจะทำให้เลือดลอย)
ควรกินยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็ก วิตามิน B รวม (เน้นชนิดที่มี B12) และโฟเลต(หรือกรดโฟลิค)เสริม จะได้หายเพลียเร็ว

บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #23 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2009, 12:20:20 PM »

เพลงกล่อมเด็กช่วยลูกน้อยแข็งแรง+โตเร็ว

การศึกษาใหม่พบว่า โรงพยาบาลที่เปิดเพลงเบาๆ กล่อมเด็กคลอดก่อนกำหนด ช่วยให้เด็กพักผ่อนได้ดีขึ้น(โยเยน้อยลง) น้ำหนักเพิ่มดีขึ้น
และที่สำคัญคือ ทำให้พ่อแม่เด็กมีอาการดีขึ้นด้วย (พ่อแม่หลายๆ รายมีอาการหนัก หงุดหงิด งุ่นง่าน ขี้บ่น วิตกกังวลมากกว่าลูกหลายเท่า) 

คณะวิจัยจากแคนาดาทำการทบทวนผลการศึกษา 9 รายงานพบว่า ดนตรีเบาๆ ช่วยลดความเจ็บป่วย และช่วยให้การป้อนนมเด็กทำได้ดีขึ้น
ดนตรีมีส่วนช่วยให้ร่างกายของเด็กๆ เปลี่ยนไปในทางที่ดี ซึ่งวัดได้หลายทาง เช่น ชีพจร การหายใจ ฯลฯ


ตอนนี้หน่วยทารกแรกเกิดหันมาใช้ดนตรีมากขึ้นเรื่อยๆ
การศึกษา 6 รายงานจากมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ทาพบว่า ดนตรีช่วยลดอาการเจ็บปวดของเด็กที่เข้ารับการทำการตรวจรักษา
เช่น การขริบอวัยวะเพศชาย การเจาะเลือดจากส้นเท้าไปตรวจ ฯลฯ

...

การศึกษา 1 รายงานพบว่า ดนตรีช่วยให้การป้อนนมดีขึ้น
ส่วนอีก 2 รายงานพบว่า เด็กมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและความประพฤติไปในทางที่ดีขึ้น

การศึกษาเกือบทั้งหมดใช้เพลงกล่อมเด็ก (lullabies) เป็นหลัก
มีเสียงอื่นบ้างไม่มีบ้าง เช่น เสียงหัวใจเต้น เสียงในมดลูก (บันทึกเสียงแบบนี้ผ่านทางหน้าท้องคุณแม่ได้) ฯลฯ

...

การศึกษา 1 รายงานใช้เสียงพิเศษ คือ เสียงกลุ่มเด็กที่ไม่มีคำพูด (wordless lullaby) ที่ใช้เสียงผู้หญิงร้อง และมีพิณฮาร์พคลอ

โรงพยาบาลอื่นๆ ใช้ดนตรีบรรเลงคลาสสิค เช่น เพลงโมซาร์ท ฯลฯ

...

อ.ดร.มาโนช กุมาร์ (คนอินเดียชอบใช้ชื่อ "มาโนช" มาก; "กุมาร์" = "กุมาร") และคณะกล่าวว่า ภาพรวมของเพลงเบาๆ กล่อมเด็ก คือ ได้ผลดี

ศ.นพ.แอนดรูว์ เชนนาน (Andrew Shennan) สูติแพทย์ แห่งมูลนิธิเด็กทอมมีกล่าวว่า
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา... อังกฤษ(UK)มีเด็กคลอดก่อนกำหนดมากขึ้น


สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นผลจากการมีลูกตอนอายุมากขึ้น...
ภาวะคลอดก่อนกำหนดเพิ่มเสี่ยง (ความน่าจะเป็น) โรคแทรกซ้อน
เช่น หูหนวก ตาบอด ปัญญาอ่อน โรคปอดเรื้อรัง ปัญหาพฤติกรรม การเรียนรู้ช้าหรือบกพร่อง ฯลฯ

เด็กอังกฤษที่ตายในเดือนแรกเป็นผลจากภาวะคลอดก่อนกำหนด (ก่อน 37 สัปดาห์) 75%

สาเหตุของการคลอดก่อนกำหนดมีมากมาย เช่น การสูบบุหรี่ของแม่ การติดเชื้อในครรภ์ ครรภ์แฝด ฯลฯ
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #24 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2010, 08:59:26 AM »

วิธีป้องกันคลอดก่อนกำหนด
ท่าน อ.นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า
สถิติคลอดก่อนกำหนดในไทยยังน่าห่วงมาก คือ 64,000-80,000 คน/ปี [ ไทยรัฐ ]

การคลอดก่อนกำหนดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กแรกคลอดตายหรือพิการ

...

กลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดที่อาจารย์กล่าวไว้ได้แก่

(1). หญิงตั้งครรภ์ที่อายุน้อยกว่า 17 ปี หรือมากกว่า 35 ปี > ช่วงที่ปลอดภัยสำหรับการตั้งครรภ์ คือ 20-30 ปี

และควรกินผัก-ผลไม้ทั้งผล หรือวิตามินบีที่ชื่อ "กรดโฟลิค - โฟเลต (folic acid / folate)" ล่วงหน้าก่อนคิดจะตั้งครรภ์ 3 เดือนขึ้นไป
เพื่อลดโอกาสระบบประสาท (หัวกะโหลก-สมอง-ไขสันหลัง-กระดูกสันหลัง) เด็กในครรภ์ผิดปกติให้น้อยลง

...

(2). มีการ อักเสบในทางเดินปัสสาวะ > ป้องกันได้ด้วยการดื่มน้ำให้พอ, ไม่นั่งหรือนอนนานในช่วงที่ไม่ได้นอนหลับ,
ลุกขึ้นยืนหรือเดินอย่างน้อยทุก 1-2 ชั่วโมง, ไม่กลั้นปัสสาวะ

(3). การอักเสบ ในช่องปากและฟันที่ไม่ได้รับการรักษา > ป้องกันได้ด้วยการฝึกแปรงฟันให้ถูกวิธี ใช้แปรงฟันขนอ่อนหรืออ่อนมาก
แปรงเบาๆ ให้ทั่วถึง ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ ใช้ไหมขัดฟัน และตรวจฟันกับอาจารย์หมอฟัน ทุก 6-12 เดือน (ถ้าทำได้)

...

(4). มีประวัติดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ใช้สารเสพติดระหว่างตั้งครรภ์

(5). ตั้งครรภ์แฝด มีปัญหารกเกาะต่ำ หรือมีความผิดปกติของมดลูก เช่น มีเนื้องอกที่มดลูกหรือปากมดลูกผิดปกติ ฯลฯ

...

(6). มีโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะเบาหวาน ความดันโลหิตสูงในระหว่างตั้งครรภ์ > ป้องกันได้ด้วยการออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ
ควบคุมอาหาร ระวังอย่าให้อ้วนตั้งแ่ต่เด็ก

เมื่อรู้ว่า ตั้งครรภ์แล้วควรรีบไปฝากครรภ์

...

อาจารย์แพทย์ สถาบันเมโยคลินิก US กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนด (preterm labor) ที่พบบ่อยที่สุดได้แก่
 (คนที่อยู่ๆ ก็คลอดก่อนกำหนดโดยไม่มีสาเหตุเหล่านี้ก็มี แต่มีเป็นส่วนน้อย) [ Mayoclinic ]

(1). ประวัติคลอดก่อนกำหนดมาก่อน เพิ่มโอกาสเป็นซ้ำ

(2). ท้องแฝดสอง (twins; twi- = ทวิ = 2), แฝดสาม (triplets; tri- = ไตร = 3), หรือแฝดอื่นๆ (multiples)

(3). มีความผิดปกติของมดลูก ปากมดลูก หรือรก เช่น มีเนื้องอกมดลูกบางชนิด-บางตำแหน่ง ฯลฯ

(4). สูบบุหรี่ - ยาเส้น

(5). ดื่มแอลกอฮอล์

(6). ติดยาเสพติด

(7). ติดเชื้อระบบสืบพันธุ์ส่วนล่าง หรือติดเชื้อเข้าไปในน้ำคร่ำ

(เจ๋ง. โรคเรื้อรัง เช่น ความดันเลือดสูง เบาหวาน ฯลฯ

(9). น้ำหนักสุดโต่ง คือ ผอมมากๆ หรืออ้วนมากๆ

(10). น้ำหนักเพิ่มขึ้นน้อยมาก หรือเพิ่มขึ้นเร็วมากกว่าเกณฑ์ปกติ

(11). เหตุการณ์เครียดอย่างแรง เช่น คนที่รักเสียชีวิต ทำร้ายร่างกายกันในบ้าน ฯลฯ

(12). แท้งมาก่อนหลายครั้ง (miscarriages)

...

วิธีป้องกันได้แก่ [ Mayoclinic ]

(1). ฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ ก่อน 12 สัปดาห์ ไปตรวจตามนัด และทำตามคำแนะนำของหมอใกล้บ้าน

(2). กินอาหาร สุขภาพให้ครบทุกหมู่ โดยเฉพาะกรดโฟลิคหรือโฟเลต (วิตามิน B ชนิดหนึ่ง) ซึ่งมีในผักผลไม้สดทั้งผล
      หรือวิตามินรวม, ธาตุเหล็ก, แคลเซียม, โปรตีน 

(3). ป้องกัน-ตรวจเช็ค-ดูแลรักษาโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะเบาหวาน ความดันเลือดสูงให้ดี

(4). ปรึกษาหมอใกล้บ้านว่า ช่วงต่างๆ ของการตั้งครรภ์จะทำงาน ออกแรง-ออกกำลัง หรือร่วมเพศได้แค่ไหนอย่างไร

(5). ไม่สูบบุหรี่ - ไม่ดื่มแอลกอฮอล์- ไม่เสพยาเสพติด

(6). บริหารความเครียดให้ได้

(7). ใส่ใจสุขภาพช่องปาก (เหงือก-ฟัน)

(เจ๋ง. ป้องกันการ ติดเชื้อ โดยเฉพาะล้างมือด้วยสบู่ หรือถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ก่อนกินอาหาร-ดื่มน้ำ-เข้าบ้าน (กรณีออกนอกบ้าน)
      -เข้าที่ทำงาน, หลังใช้ของร่วมกับคนอื่น-หลังเข้าห้องน้ำ-สัมผัสสัตว์เลี้ยง (ไม่ควรคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงในระหว่างตั้งครรภ์)

(9). ไม่นั่งหรือยืนนิ่งๆ นาน, ไม่กลั้นปัสสาวะ และดื่มน้ำให้มากพอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

...

อาการที่บ่ง ชี้ว่า เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดได้แก่ มดลูกหดตัวเกิน 8 ครั้ง/ชั่วโมง,
ปวดหลังส่วนล่างแบบปวดตื้อๆ ปวดเรื่อยๆ ไม่ใช่ปวดเป็นพักๆ, รู้สึกมีแรงกดที่เชิงกราน-หัวเหน่า, ท้องเสีย,
ตกเลือดหรือมีเลือดออกทางช่องคลอด, มีน้ำเดิน (น้ำไหลออกทางช่องคลอด)

บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #25 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 09:54:13 PM »

อาหารดีทำไอคิวสูง

สำนักข่าว BBC ตีพิมพ์เรื่อง 'Healthy diet boosts children IQs' = "อาหารสุขภาพกระตุ้นไอคิว"

การศึกษาเอวอน ติดตามกลุ่มตัวอย่างเด็กตอนอายุ 3, 4, 7, 8.5 ปี จำนวน 3,966 คน
.
ผลการศึกษาพบว่า เด็กที่กินอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตมากๆ เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว ขนมใส่ถุง ฯลฯ
ตอนอายุ 3 ขวบ ทำให้ไอคิวตอนอายุ 8.52 ปีลดลง
.
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้จัดอาหารสุขภาพเพื่อเสริมเพิ่ม IQ เด็กได้แก่ เพิ่มอาหารสด เช่น ผักสด ผลไม้ทั้งผล ฯลฯ,
เพิ่มปลาที่ไม่ผ่านการทอด, ลดอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิต โดยเฉพาะอาหารประเภท "หวาน-มัน-เค็ม"
 
เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง และเปลี่ยนขนมปังขาวเป็นขนมปังเติมรำ(โฮลวีท) อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของอาหารกลุ่มแป้งทั้งหมด
.
การศึกษาก่อนหน้านี้ในไทยพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กไทยมี IQ ต่ำได้แก่
.
(1). แม่และเด็กขาดไอโอดีน > ควรเสริมไอโอดีน โดยเฉพาะปลาที่ไม่ผ่านการทอด (เพื่อให้ได้ไขมันชนิดดีพิเศษ หรือโอเมกา-3 ด้วย),
ใช้เกลือไอโอดีน และกินอาหารทะเล 2 ครั้ง/สัปดาห์ โดยต้องเสริมตั้งแต่ก่อนแม่ท้อง (ตั้งครรภ์) 3-6 เดือน จึงจะได้ผลดีที่สุด
.
(2). เด็กขาดธาตุเหล็ก > ทำให้เป็นโรคเลือดจาง ป้องกันได้ด้วยการตรวจเลือดคัดกรอง และกินอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เลือดไก่ เลือดหมู ตับ (ตับกินน้อย นานๆ ครั้งดี  - กินมากหรือกินบ่อยทำให้เสี่ยงต่อการได้รับวิตามิน A สูงเกิน และเป็นพิษได้) ฯลฯ หรือกินยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็ก
.
(3). เด็กได้รับสารตะกั่ว-โลหะหนัก > เมืองไทยมีหม้อซุป-ก๋วยเตี๋ยว, ตู้น้ำกดที่เชื่อมด้วยตะกั่วจำนวนมาก
ควรหลีกเลี่ยงการกินบะหมี่-ก๋วยเตี๋ยว-อาหารที่มีน้ำซุปนอกบ้าน ยกเว้นตรวจสอบแล้วว่า ทางร้านให้หม้อสเตนเลสที่เชื่อมด้วยแก๊ส

บันทึกการเข้า
หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.295 วินาที กับ 22 คำสั่ง
Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Design by 7dana.com