ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
พฤศจิกายน 23, 2014, 10:33:41 PM

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
10,189 กระทู้ ใน 2,591 หัวข้อ โดย 1,427 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: beau
ค้นหา:     การค้นหาขั้นสูง
+  ฮวงจุ้ย ดวงจีน ฤกษ์ยาม สุสาน ฮวงซุ้ย โหราศาสตร์จีน
|-+  ตอบปัญหา ฮวงจุ้ย ดวงจีน ฤกษ์ยาม โปรแกรม
| |-+  ฮวงจุ้ย ดวงจีน ฤกษ์ยาม
| | |-+  รวมข้อคิด / ธรรมะ
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: รวมข้อคิด / ธรรมะ  (อ่าน 13193 ครั้ง)
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2008, 12:50:58 AM »

รวมข้อคิด / ธรรมะ
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2008, 12:52:24 AM »

รวมข้อคิด / ธรรมะ
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2008, 09:37:58 PM »

จาก Forward Mail :

10 อันดับของสังฆทาน ที่พระจะได้ประโยชน์มากที่สุด (สกู๊ปรายการจุดเปลี่ยน)                 
                                                                       
รายการ 'จุดเปลี่ยน' เมื่อวันเสาร์ที่ 14 และ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา (ช่อง 9 เวลา 13.00 น.) 
ออกอากาศเรื่อง '10 อันดับของสังฆทาน ที่ทำแล้วพระท่านจะได้ประโยชน์มากที่สุด'             

อันเนื่องมาจากมีการสำรวจของในถังสังฆทานสำเร็จรูป (ถังเหลือง) ที่เห็นวางขายกันอยู่ทั่วไป     
พบว่า กว่า 50 % เป็นของที่ไม่มีคุณภาพ ใช้งานจริงไม่ได้

เช่น ผ้าจีวรสั้นและบางจนแทบจะเป็นผ้าซีทรู
ใบชาเหม็นผงซักฟอกที่วางมาข้างๆ (กลายเป็นใบชารสโอโม่)
กระดาษชำระหยาบและมีกลิ่นเหม็น 
แปรงสีฟันแข็งจนพระค่อนประเทศเป็นโรคเหงือกอักเสบ, 
สบู่ แชมพู ที่ถวายมีกลิ่นหอมแรง  และผสมมอยซ์เจอร์ไรเซอร์
ทำให้พระผิดศีลต้องปลงอาบัติกันทุกวัน                         

(มีศีลข้อหนึ่งห้ามการประทินผิวและใช้เครื่องหอม ไม่แน่ใจว่าศีลข้อที่ 6,7 หรือ 8 นี่แหละค่ะ)     
เครื่องชงดื่มมักหมดอายุ ถ่านไฟฉายหมดอายุ แบตเยิ้ม ฯลฯ หรือแม้แต่ตัวภาชนะที่ใส่ คือถัง       
ก็ยังทำจากพลาสติกคุณภาพต่ำ ใส่อะไรได้แป๊บเดียวก็ฉีก แตก พัง เป็นต้นค่ะ                   
                                                                       
รายการจุดเปลี่ยนจึงได้ไปสอบถามพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง แล้วจัดอันดับสิ่งของสังฆทาน             
ตามความจำเป็นในการใช้งาน รวม  10 อันดับ ซึ่งเรียงจากจำเป็นมากสุดไปน้อยที่สุดได้ ดังนี้     
                                                                       
1. เครื่องเขียน สมุด ปากกา ดินสอ                                               
เนื่องจากพระสมัยนี้ต้องเรียนพระปริยัติธรรม และจดกำหนดนัดหมายต่างๆ ช่วยจำ           
บางรูปท่านเป็นเหรัญญิกดูแลค่าใช้จ่าย ยิ่งต้องใช้มาก แต่ไม่ค่อยมีใครถวายเครื่องเขียนเหล่านี้   
พระท่านจึงต้องไปเดินหาซื้อเองเสมอ หากเราถวายไป พระท่านจะได้ใช้อย่างแน่นอนค่ะ       
                                                                       
2. ใบมีดโกนตราขนนก (Feather) หรือยี่ห้อยินเลส                                   
เนื่องจากพระต้องโกนผมทุกวันโกน แต่ใบมีดยี่ห้ออื่น พระใช้โกนผมแล้วเลือดสาด
ท่านจึงใช้ได้แค่ 2 ยี่ห้อนี้เท่านั้น อนึ่ง ใบมีดตราขนนกจะคมกว่ายินเลส ใช้ในการโกนครั้งแรก   
ส่วนยินเลสจะใช้เก็บความเรียบร้อยอีกครั้ง หากท่านใดถวายใบมีด ก็ได้ชื่อว่า               
ช่วยไม่ให้พระต้องเสียเลือดเนื้อทุกวันโกน ข้าพเจ้าเห็นว่าได้บุญดีกว่าให้ยาอีกนะท่าน
                                                                                                                                             
3.  ผ้าไตรจีวร ที่มีความยาวพอที่จะนุ่งห่มได้ มีความหนาพอเหมาะสม                       
เพราะผ้าที่ติดมากับถังเหลือง มันทั้งสั้น ทั้งเต่อ ทั้งบาง ทำให้พระท่านลำบากใจเวลาสวมใส่
ขาดความมั่นใจ และเสียภาพลักษณ์ที่ดีของสงฆ์ ผู้ใดถวายผ้าไตรจีวร จึงได้อานิสงส์มากนัก     
นี่ก็ใกล้จะถึงเทศกาลเข้าพรรษาแล้ว เตรียมผ้าอาบน้ำฝนไปถวายพระกันเถอะนะคะ         
                                                                       
4. หนังสือธรรมะ สารคดี นิตยสาร หรือที่ให้ความรู้ด้านอื่นๆ                             
เนื่องจากพระสงฆ์ มีหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ที่แตกฉาน         
ทั้งทางธรรม และรู้ทันข่าวสารบ้านเมือง เพื่อจะได้สาธก ยกตัวอย่างให้ชาวบ้านเข้าใจได้แจ่มแจ้ง
การถวายหนังสือเหล่านี้ จึงถือเป็นต้นทุนแห่งธรรมทาน ให้พระท่านได้นำไปต่อยอดกระจายสู่ผู้คนได้อีกมาก
                                                                        
5. รองเท้า
(ยกเว้นพระนิกายธรรมยุตต์นะจ๊ะ สังเกตให้ดีล่ะว่าวัดที่เราไป พระท่านใส่รองเท้ากันหรือเปล่า) 
พระท่านต้องเดินบิณฑบาตร, ธุดงค์, ไปเรียนหนังสือ, ไปกิจนิมนต์ตามที่ต่างๆ,             
บางรูปต้องทำงานที่ใช้แรงงานในวัด เช่น ก่อสร้าง ทำสวน สิ่งที่ต้องรับภาระหนักก็คือ 'รองเท้า'
ที่มักจะขาด เสียหาย อยู่บ่อยๆ นั่นเอง รองเท้าจึงถือเป็นอีก item หนึ่งที่มีความสำคัญอย่างสูง 
                                                                       

6. ยาหลักๆ ที่จำเป็น                                                         
ยาสามัญประจำบ้าน  ยาแก้ปวดหัว ปวดท้อง ยาแก้ไอ แก้ไข้ ลดกรดในกระเพาะอาหาร       
ยาใส่แผลสด แผลเปื่อย แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลพุพอง เป็นหนอง                   

7. ผ้าขนหนูสีสุภาพ ไม่ต้องสีเหลืองก็ได้                                             
เพราะผ้าขนหนูที่ติดมากับถังเหลืองมักหยาบ เล็ก และคุณภาพต่ำ จนเอามาใช้ไม่ได้ในชีวิตจริง   
                                                                       
8. ชุดคอมพิวเตอร์                                                           
                                                                       
9. น้ำยาเช็ดพื้น                                                             
เอาไปผสมน้ำถู กุฏิ ศาลา อุโบสถ ไงจ๊ะ เพราะนอกจากจะช่วยผ่อนแรงในการทำความสะอาด สลายคราบ! แล้ว
บางยี่ห้อยังช่วยฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในมูลนกพิราบ ฉี่หมา ฉี่แมว ฉี่หนู เห็บ หมัด ของหมาวัดได้อีกด้วย
                                                                       
10. แชมพู                                                                 
  เมื่อพระท่านไม่มีผมมาปกป้องหนังศีรษะเนี่ย       
  ทั้งความร้อน ฝุ่นละออง เชื้อโรคต่างๆ ก็จะเข้าถึงหนังศีรษะของท่านได้โดยตรง           
  แถมการรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของหนังศีรษะก็จะเสียไป เพราะไม่มีผมปกคลุม             
  ทำให้หนังศีรษะของพระ มักจะแห้ง และเกิดโรคผิวหนังอยู่เสมอ เช่น ชันตุ เป็นต้น         
  สิ่งที่จะช่วยบรรเทาได้ก็คือ แชมพูยา ที่มีส่วนผสมปกป้องหนังศีรษะ รักษาสมดุล             
 
  สังเกตง่ายๆ ที่ฉลากจะมีคำว่า 'Scalp' เป็นสำคัญ ยี่ห้อที่เป็นแบบนี้ก็มักจะเป็นพวก
  แชมพูขจัดรังแค อย่างคลินิค, แพนที น, Head & Shoulder, ไนโซรัล เป็นต้น           
  แต่น่าเศร้าใจ ที่ไม่มีใครถวายแชมพู พระท่านจึงจำต้องใช้สบู่แก้ขัด                     
  ซึ่งทำให้ยิ่งคันหัว ศีรษะแห้งไปกันใหญ่ ดังนั้นจึงขอท่านโปรดจำไว้                     
  ว่าเราควรซื้อแชมพูไปถวายพระ แต่ก็เลือกสูตรกันนิดนึงนะคะ ให้เป็นสูตรดูแลหนังศีรษะ     

การทำสังฆทาน นอกจากจะถวายเป็นสิ่งของแล้ว                                       
อีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ การบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลสงฆ์                   
เพื่อช่วยเหลือพระภิกษุที่อาพาธค่ะ                                                 
                                                                       
หวังว่าข้อมูลนี้คงจะเป็นประโยชน์ ทั้งกับท่านพุทธศาสนิกชนที่มีจิตกุศลต้องการทำสังฆทาน           
และกับพระภิกษุสามเณร ผู้รับสังฆทาน ที่เป็นเนื้อนาบุญของโลก                             
และเป็นผู้ที่จะสืบทอดพระพุทธศาสนาของเราต่อไปค่ะ                                   
                                                                       
ถ้ามีโอกาส ขอความกรุณาส่งต่อ Forward ให้กับเพื่อนสนิท มิตรสหาย                       
(ทางรายการบอกว่า ของในถังพระท่านต้องทิ้งไปเสียเกือบครึ่ง ลองคิดดูค่ะว่าเป็นเงินเท่าไหร่)   
สุดท้ายนี้ ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีจิตเป็นกุศลนะคะ บุญรักษาค่ะ                         
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2008, 07:59:49 PM »

เวลาเจองานหนัก
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ

เวลาเจอปัญหาซับซ้อน
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ

เวลาเจอความทุกข์หนัก
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต

เวลาเจอนายจอมละเมียด
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)

เวลาเจอคำตำหนิ
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ

เวลาเจอคำนินทา
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย

เวลาเจอความผิดหวัง
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต

เวลาเจอความป่วยไข้
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี

เวลาเจอความพลัดพราก
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง

เวลาเจอลูกหัวดื้อ
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง

เวลาเจอแฟนทิ้ง
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ

เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง

เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง

เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน
ให้บอกตัวเองว่า นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม

เวลาเจอคนเลว
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์

เวลาเจออุบัติเหตุ
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด

เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบททดสอบว่าที่ว่า 'มารไม่มีบารมีไม่เกิด'

เวลาเจอวิกฤต
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม 'ในวิกฤตย่อมมีโอกาส'

เวลาเจอความจน
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต

เวลาเจอความตาย
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2008, 07:45:58 AM »

เคยมีคนกราบเรียนถามครูบาอาจารย์ครั้งหนึ่งค่ะว่า
ตัวเองมีอาชีพเป็นพวกครีเอทีฟ คิดและสร้างสรรค์งานโฆษณา
ได้รับงานมาชิ้นหนึ่งให้ทำโฆษณา 'ขายเหล้า' แบบนี้จะบาปไหม?

คุณผู้อ่านลองนึกตามดูแล้ว มีคำตอบแบบไหนให้กับตัวเองกันบ้างคะ?
ครูบาอาจารย์ท่านไม่ได้ตอบตรง ๆ ทันที เพียงแต่แนะให้ "เลี่ยง" เสีย ถ้าเลือกได้
แต่เมื่อเจ้าตัวรับงานเขามาแล้ว ก็จำต้องบอกด้วยเสียงจ๋อย ๆ ว่า "เลี่ยงไม่ได้ครับ..."

สิ่งที่ทำได้ดีที่สุด ในภาวะความจำเป็นที่ไม่มีทางออกอื่นในฐานะลูกจ้าง
ท่านก็แนะให้เขาทำไป โดยความเป็น "หน้าที่" ค่ะ
คือคิดเสียว่า เรามีความจำเป็นต้องทำ มิได้มีจิตใจร่วมยินดี

แต่ครั้นถามอีกครั้งให้แน่ใจว่าบาปไหม
คำตอบนั้นก็ยังดังออกมาหนักแน่นว่า "บาปซิ บาป..."

ฟังท่านอธิบายเหตุผลแล้วจึงเข้าใจ
เพราะมันทำอกุศลของผู้อื่นที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น
ทำอกุศลที่เกิดแล้ว ให้รุนแรงขึ้น

หลักเกณฑ์เบื้องต้น สั้น ๆ ง่าย ๆ แค่นี้เอง 

ฟังแล้วนึกถึงตัวเองค่ะ นานมาแล้ว เคยเดินตามห้างแล้วเห็นเด็ก ๆ ในชุดนักเรียน
พากันติดตู้เกม หยอดเหรียญมะรุมมะตุ้มกันไม่ว่างเว้น ก็นึกเล่น ๆ ว่า
ถ้าเราทำธุรกิจตู้เกม น่าจะกำไรดีน่าดู ลงทุนแค่นี้ เด็กนักเรียนติดกันงอมแงมชัวร์
แล้วสำนึกส่วนลึกก็อุทานขึ้นมาว่า 'มอมเมาเยาวชน...' แล้วความคิดนั้นก็ขาดไป

ที่จริงแล้ว ไม่ว่าเราจะเลือกทำมาค้าขายประกอบอาชีพอะไรก็ตามนะคะ
สิ่งหนึ่งที่ชาวพุทธทุกคนควรต้องรู้ แต่อาจไม่ค่อยได้สอนกันในโรงเรียนนักก็คือ

มีการค้าอยู่ ๕ ประเภท ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ชาวพุทธไม่พึงกระทำ
ท่านเรียก มิจฉาวณิช คือการค้าขายที่ไม่ชอบด้วยธรรม ผิดศีลธรรม ได้แก่

๑. ค้าอาวุธ
๒. ค้ามนุษย์
๓. ค้าสัตว์สำหรับฆ่าเป็นอาหาร
๔. ค้าของเมา
๕. ค้ายาพิษ

ใครก็ตามที่ประกอบอาชีพ ๕ ประการข้างต้นนี้
ย่อมได้ชื่อว่าทำงานที่เป็นโทษ ก่อให้เกิดโทษแก่ตนเองมากมายสุดประมาณ
แม้จะร่ำรวยเร็ว ก็ไม่คุ้มกับวิบากแห่งกรรมที่จะต้องรอรับในวันข้างหน้าเลย

ย้อนกลับไปที่กรณีข้างต้นอีกสักนิด แค่เป็นคนคิดผลิตงานโฆษณาเหล้า
เท่านี้ก็เข้าข่ายบาปแล้วหรือ? ท่านก็ตอบให้ตรง ๆ ค่ะว่า

ถึงแม้จะไม่ได้ค้าขายเองโดยตรง
แต่ก็ถือว่าเป็นการส่งเสริมการค้า
ทำให้การค้าขายในสิ่งนั้น ๆ รุ่งเรือง

เหล้าจะขายดีมากขึ้น คนในสังคมจำนวนมาก จะติดเหล้ามากขึ้น
อกุศลที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้น อกุศลที่เกิดแล้ว จะรุนแรงยิ่งขึ้น และในวงกว้างขึ้น

ถ้าใครประกอบอาชีพที่จำเป็นต้องค้าขายเกี่ยวเนื่องด้วยสิ่งเหล่านี้
หากหลีกเลี่ยงได้ ก็เลือกเส้นทางอื่นเถิดนะคะ
เพราะการค้าทั้ง ๕ แบบนี้ ล้วนมีโอกาสตีตั๋วพาเราลงต่ำได้มากกว่าขึ้นสูงแน่นอน
 
แต่ก็อย่างที่ท่านบอกไว้ค่ะว่า
ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ จำเป็นต้องทำ ก็ก้มหน้าก้มตาทำไป
ถือว่าทำเพียงเพราะเป็น "หน้าที่" ไม่ได้มีแก่ใจที่จะยินดีร่วมด้วย

"แล้วก็ไปรับอกุศลเอา..."
ท่านทิ้งไว้อย่างนั้นให้สะอึกส่งท้าย ผลแห่งการกระทำนั้นไม่ได้หายไปไหนเลย

ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ถึงกับรับผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย เสมือนมีใจร่วมด้วยเต็มร้อยก็ตาม

ใครใคร่ทำองค์มรรค ๘ ประการให้บริบูรณ์ เพื่อความเป็นอิสระทางใจอย่างแท้จริง
ก็ต้องไม่ลืมนะคะว่า สัมมาอาชีวะ หรือการเลี้ยงชีพชอบนั้น ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญ
ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสแนะให้พึงดำเนินอย่างยิ่งยวดประการหนึ่งเช่นกัน

ที่จริงแล้ว เคล็ดลับของการที่ใครจะทำธุรกิจได้ประสบความสำเร็จ และเจริญรุ่งเรือง
ไม่ได้อยู่ที่ใครจะมีกลเม็ดเด็ดพราย หากินกับจุดอ่อนของกิเลสมนุษย์ได้มากกว่ากัน
และยังไม่ได้อยู่ที่ใครมีเงินทุน โอกาส วิสัยทัศน์ หรือจัดการบริหารเก่งกว่ากันแค่นั้น

ยังมีกฎอันเป็นความจริงที่ลึกลับและน่าประหลาดของธรรมชาติอยู่ประการหนึ่ง
คือ "เพราะให้ไป จึงได้มา" อย่างที่คุณดังตฤณเคยนิยามไว้สั้น ๆ ง่าย ๆ
ยิ่งคิดให้ออกไปมากเท่าไหร่ ยิ่งได้ตอบแทนกลับมามากเท่านั้น
 
เมื่อพื้นฐานของการทำกิจการงานใด ๆ
ยืนพื้นอยู่ที่การทำเพื่อผู้รับด้วยจิตอนุเคราะห์
ปรารถนาให้ผู้รับได้ประโยชน์อย่างแท้จริง
วิบากด้านดีจากการเป็น "ผู้ให้" อยู่เป็นนิตย์
ย่อมรอส่งผลกลับมาถึงคุณอยู่แล้วในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน

ใครที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ ทำมาค้าขายอยู่ในสายอาชีพต่าง ๆ
บางทีเราอาจต้องย้อนกลับมาถามตัวเองดูดี ๆ อีกทีนะคะ
แทนที่จะคิดถามตัวเองแต่ว่า
วันนี้ได้กำไรมาเท่าไหร่? ทำอย่างไรถึงจะได้กำไรมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก?

ลองตั้งคำถามใหม่ให้กับตัวเองดีไหมคะว่า
วันนี้ เรา 'คิด' และ 'ทำ'
เพื่อประโยชน์สุขของลูกค้าของเราจริง ๆ แล้วหรือยัง?
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2008, 10:22:56 AM »

  แง่คิดดีๆ จากชายชราผู้จากไป
  พิษณุ นิลกลัด
 
  สัปดาห์สุดท้ายของปี   2548
  ผมไปงานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย   81   ปีที่ผมรู้จักเขามายาวนาน   30   ปี
 
  ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทนักรักใคร่เสมือนญาติ
  ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วันเขาสั่งลูกและภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่า สวดสามวัน
 
  แล้วเผา ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้
  ทุกคนต้องมีวันนี้   เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน
 
  แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง สวดสามวันเผา
 
  งานสวด   3   คืนมีคนฟังพระสวดคืนละ   14   คนคือเมีย ลูก หลาน
  เขย สะใภ้ และผมซึ่งเป็นคนนอก
  เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยไปฟังสวด
 
  วันเผามีเพิ่มเป็น   17   คน
  สามคนที่เพิ่ม เป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็นคนหนึ่ง
  เป็นแม่ค้าล็อตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่าย เลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อน
  ใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบคนหนึ่ง
  และคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็น
 
  ทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา
  เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่บอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว   3   วัน
 
  หลังฌาปนกิจพระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่าเจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวด
  พระอภิธรรม แล้วหรือยัง
  พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรก
 
  จริงๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์
  ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุที่
  ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย แต่ด้วยความที่รักและศรัทธา
  อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์
  อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ
  จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือนร้อน - แม้กระทั่งวันตาย
 
  ผมสนิทกับเขาเพราะเขามีความฝันในวัยเด็กอยากเป็นนักประพันธ์แบบ
  ไม้ เมืองเดิม ที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอและวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้
 
  เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้
  พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตา
 
  การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาสตลอด 30 ปีทำให้ได้แง่คิดดีๆ
  มาใช้ในการดำรงชีวิต
 
  วันหนึ่งเขารู้ว่าขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท
  เขาปลอบใจผมว่า   
' ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา
  แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา
  คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์ '
 
  เขามีวิธีคิด   ' เท่ๆ '   แบบผมคิดไม่ได้มากมาย
 
  เป็นต้นว่าสุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา
  อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร
 
  คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข
  ช่วงปีสุดท้ายของชีวิตเขาต่อสู้กับโรคชรา เบาหวาน หัวใจ ความดัน เกาต์
  และไตทำงานเพียง 5 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น
  แถมยังสามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์
  โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุงปัสสาวะไปด้วยตลอดเวลาเนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้
 
  6 เดือนสุดท้ายของชีวิตต้องนอนโรงพยาบาลสามวันนอนบ้านสี่วันสลับกันไป
 
  เวลาลูกหลาน หรือเพื่อนของลูกรวมทั้งผมด้วยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล
  เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน   10   นาที
  แต่ 10 นาทีที่พูดมีแต่เรื่องสนุกสนานเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้
  ทุกคนพูดตรงกันว่า
' คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม '
 
  พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่าทำไมคุยแต่เรื่องตลก
 
  เขาตอบว่า   ' ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก '
 
  เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คนไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่
  บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้ว
  แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุยไม่จบเรื่อง แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์ !
   
  4 เดือนสุดท้ายของชีวิตแพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์นจน
  กระทั่งเป็นหัวหน้าแผนกแนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อยกลับบ้าน
 
  แต่อยู่ได้   4   วันเขาวิงวอนหมอว่าขอกลับบ้าน
  หมอซึ่งรักษากันมา   16   ปีไม่ยอม
  เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า
' ขอให้ผมกลับบ้านเถอะ ผมอยากฟังเสียงนกร้อง
  คุณหมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร
  เพราะ พอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน '
 
  หมอได้ฟังแล้วหมดทางสู้ ยอมให้คนไข้กลับบ้าน
  แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง
 
  1 เดือนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
  เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด
  เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือกะพริบตา

  แต่แพทย์บอกว่าสมองของเขายังดีมาก
  เวลาลูก เมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า   ' ถ้าได้ยินพ่อกะพริบตาสองที '
 
  เขากะพริบตาสองทีทุกครั้ง !
 
  เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหาย
 
  เขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้
  นี่กระมังที่เรียกว่าถูกขังในร่างของตนเอง
 
  สิบวันก่อนพลัดพราก ภรรยากระซิบข้างหูว่า   ' พ่อสู้นะ '
 
  เขาไม่กะพริบตาซะแล้วทั้งๆ
  ที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า   ' สู้ '
 
  เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค
  สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า ' คุณลุงแกสู้จริงๆ '
 
  ตอนที่วางดอกไม้จันทน์
  ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า
 
' โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว
  อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย '
 
' แง่คิดดีๆ จากชายชราที่จากไป '
 
  สอนให้เรารู้ว่า...
 
  เราเกิดมาพร้อมกับจิตใจบริสุทธิ์ และมันสมองมหัศจรรย์
  ที่จะสามารถเรียนรู้ แยกแยะเรื่องดีๆและสิ่งร้ายๆในชีวิต
 
  จงใช้โอกาสดีๆที่ร่างกายและจิตใจของเรา
  ยังทำอะไรๆได้อย่างที่สมองสั่ง
 
  จงเรียนรู้ และสร้างประโยชน์สุข
  ให้กับตนเองและผู้อื่นอย่างพอเพียง
  และดำรงชีวิตอย่างพอเพียงทางเศรษฐกิจ
 
  หากทุกๆครั้งที่เรียนรู้ เราล้ม เราพลาด...
  อาจจะรู้สึกท้อบ้างในบางที
  แม้ไม่มีกำลังกายที่จะลุกในทันที
 .... แต่ข้อให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป
 
  ถ้าเราเรียนรู้...ก็จะทำให้เราพบว่า
  การล้มหรือพลาดครั้งต่อไป
  เราจะไม่เจ็บเท่าเดิม :-)
 
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2008, 12:26:25 PM »

นานมาแล้ว มีต้นแอปเปิ้ลใหญ่อยู่ต้นนึง       
และก็มีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนนึง
ชอบเข้ามาอยู่ใกล้ๆและเล่นรอบๆต้นไม้นี้ทุกๆวัน
 เขาปีนขึ้นไปบนยอดของต้นไม้ และก็กินผลแอปเปิ้ล
 
และก็นอนหลับไปภายใต้ร่มเงาของต้นแอปเปิ้ล
เขารักต้นไม้ และต้นไม้ก็รักเขา
เวลาผ่านไป เด็กน้อยโตขึ้น และเขาไม่มาวิ่งเล่นรอบๆต้นไม้ทุกวันอีกแล้ว
วันหนึ่ง เด็กน้อย กลับมาหาต้นไม้ เด็กน้อยดูเศร้า
'มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ' ต้นไม้ถาม
'ฉันไม่ใช่เด็กเล็กๆแล้วนะ ฉันไม่อยากเล่นรอบๆต้นไม้อีกแล้ว
 ฉันต้องการของเล่น ฉันอยากได้เงินไปซื้อของเล่น' เด็กน้อยตอบ
'ฉันไม่มีเงินจะให้ ....เก็บลูกแอปเปิ้ลของฉันไปขายสิ
เพื่อเอาเงินไปซื้อของเล่น ' ต้นไม้ตอบ
 
เด็กน้อยตื่นเต้นมาก เขาเก็บลูกแอปเปิ้ลไปหมด และจากไปอย่างมีความสุข
หลังจากเขาเก็บแอปเปิลไปหมดแล้ว เขาไม่กลับมาหาต้นไม้อีกเลย
ต้นไม้ดูเศร้า....
วันหนึ่ง เด็กน้อยกลับมา   เขาดูโตขึ้น
ต้นไม้รู้สึกตื่นเต้นมาก
'มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ' ต้นไม้ถาม
'ฉันไม่มีเวลามาเล่นหรอก ฉันมีครอบครัวแล้ว
ฉันต้องทำงานเพื่อครอบครัวของฉันเอง
เราต้องการบ้าน ช่วยฉันได้ไหม'

'ฉันไม่มีบ้านจะให้ แต่... ตัดกิ่งก้านของฉันไปสิ ....เอาไปสร้างบ้าน' 
ดังนั้นเด็กน้อยตัดกิ่งก้านทั้งหมดของต้นไม้ไป และจากไปอย่างมีความสุข
อีกครั้งที่ต้นไม้ถูกทิ้งให้เดียวดาย และเศร้า....
วันหนึ่งในฤดูร้อน เด็กน้อยกลับมา ต้นไม้ดีใจมาก
'มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ' ต้นไม้ถาม
'เปล่า ฉันรู้สึกผิดหวังกับชีวิต และเริ่มแก่ขึ้น
ฉันอยากแล่นเรือไปพักผ่อนไกลๆ ให้เรือฉันได้ไหม'
'ใช้ลำต้นของฉันได้ เอาไปสร้างเรือ เพื่อเธอจะได้เล่นเรือไปและมีความสุข'
ต้นไม้ตอบ

ดังนั้น เด็กน้อยตัดลำต้นของต้นไม้ไปสร้างเรือ
เขาล่องเรือไป และไม่เคยกลับมาอีกเลย
หลายปีผ่านไป ในที่สุดเด็กน้อยกลับมา
คราวนี้เขาดูแก่ลงไปมาก

'ฉันเสียใจ ฉันไม่เหลืออะไรจะให้อีกแล้ว
ไม่มีผลแอปเปิ้ลให้ ...ฉันไม่มีลำต้นให้ปีนอีกแล้ว'

'ฉันไม่มีฟันจะกินแล้ว
ฉันปีนไม่ไหว และฉันก็แก่แล้ว' เด็กน้อยตอบ

'ฉันไม่มีอะไรเหลือให้อีกแล้ว สิ่งเดียวที่เหลือ มีเพียงรากที่กำลังจะตาย'
'ตอนนี้ฉันไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว แค่อยากได้ที่พักพิง ฉันเหนื่อยมาหลายปีแล้ว'
'รากของต้นไม้แก่ๆ จะเป็นที่พักพิงของหนูได้
...... มาสิ นั่งลงข้างๆฉัน ...หลับให้สบาย...'
เด็กน้อยนั่งลงข้างๆ ต้นไม้ดีใจ ยิ้ม...และน้ำตาไหล........

นี่เป็นเรื่องสำหรับทุกๆคน   ต้นไม้ในเรื่องคือพ่อแม่
เมื่อเราเป็นเด็กตัวเล็กๆ   เรารักที่จะเล่นกับพ่อกับแม่...
เมื่อเราโตขึ้น   เราทอดทิ้งพ่อ และแม่   และกลับมาหาท่าน
เมื่อเราต้องการบางสิ่งบางอย่าง หรือเมื่อเรามีปัญหา
ไม่ว่าอย่างไร...พ่อ และแม่ของเราก็จะอยู่และให้ทุกสิ่งอย่างที่ท่านทำได้
หวังเพียงเรามีความสุข

คุณอาจจะคิดว่า 'เด็กน้อย' ในเรื่องโหดร้าย
แต่นั่นคือความจริงที่สะท้อนให้เห็นว่าพวกเราทำกับผู้มีพระคุณอย่างไร?
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 01:11:39 PM »

โดยพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต

อาตมาอ่านเจอกลอนในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่ผู้เขียนระบายไว้ได้สาแก่ใจมากเลย

เร็ว ก็หาว่าล้ำหน้า
ช้า ก็หาว่าอืดอาด
โง่ ก็ถูกตวาด
พอฉลาด ก็ถูกระแวง
ทำก่อน บอกไม่ได้สั่ง
ทำทีหลัง บอกไม่มีหัวคิด
เฮ้อ นี่แหละชีวิตคนทำงาน

ข้างต้น น่าจะเป็นกลอนที่โดนใจบรรดาคนทำงานหลายๆ คน เพราะสะท้อนความรู้สึกกดดันอย่างชัดเจน
ซึ่งจากการได้พูดคุยกับโยมที่เข้ามาปรึกษาหารือถึงสาเหตุที่ทำงานกันอย่าง ไม่มีความสุขก็มีปัจจัยมากมาย
เช่น ทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด ทำงานที่ไม่ชอบ โดนหัวหน้างานกดขี่ หรือรู้สึกว่าหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายนั้นต่ำต้อย ฯลฯ

โดยจะว่าไปแล้ว บริษัทก็เหมือนกับบ้านหลังที่สองของเรา บางคนใช้ชีวิตในบริษัทมากกว่าที่บ้านซะอีก
เพราะต้องตื่นขึ้นมาทำงานตั้งแต่ตี ๔ ตี ๕ กลับถึงบ้านก็ ๒-๓ ทุ่ม วันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง
หากต้องใช้ชีวิตในการทำงาน (รวมนั่งรถไป-กลับ) วันละ ๑๐ กว่าชั่วโมงแล้ว
ถ้าโยมไม่มีความสุขกับงานที่ทำ จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมากๆ

อาตมาชอบใจคุณยามที่บริษัทแห่งหนึ่งมาก เคยถามเขาว่า ไม่เบื่อเหรอ เปิดประตูทั้งวัน
เขาตอบกลับอย่างฉะฉานว่า ' ไม่เบื่อหรอกครับท่าน เพราะคนจะเข้าไปที่นี่ได้หรือไม่ได้ มันอยู่ที่ผม
ถ้าผมไม่เปิดประตู ไม่อนุญาตหรือบอกไม่ให้เข้า เขาก็ไม่ได้เข้านะ
อย่างพระอาจารย์มาบรรยายที่นี่ ผมไม่ให้เข้าก็ได้ ... แต่ผมให้เข้าครับ' ( แล้วไป)

อาตมาจึงไม่แปลกใจเลย เวลาไปทำธุระที่บริษัทนี้ทีไร มักเห็นเจ้าหมอนี่ ทำหน้าที่ตัวเองอย่างกระตือรือร้น
ก็เพราะเขามีทัศนคติที่ดีต่อหน้าที่ เห็นความสำคัญของตัวเอง จึงทำให้เขาทำงานได้อย่างมีความสุข
(แถมมีมุขอำกลับอาตมาอีกต่างหาก)

ดังนั้นอาตมาจึงอยากจะหนุนใจญาติโยมที่กำลังรู้สึกย่ำแย่กับงานของตัวเองว่า

ถ้าเราทำงานจนเมื่อยมือเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีมือให้เมื่อย
ถ้าเราเดินไปเดินมาจนปวดขาเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีขาให้ปวด
ถ้าเราเห็นหัวหน้า แล้วเซ็งเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีหัวหน้าให้เซ็ง
ถ้าเราเห็นงาน แล้วเราเบื่องานเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีงานให้เบื่อ

เพราะ หลายคนพอไม่มีงานให้ทำ ก็จะประท้วงกัน อยากทำงาน ! อยากทำงาน !
ดังนั้นเมื่อคุณโยมมีโอกาสทำแล้ว ก็จงทำให้ดีที่สุด
เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนทัศนคติต่องานที่ทำก่อน เห็นความสำคัญของหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ได้
ทำมันอย่างเต็มที่และดีที่สุด เหมือนดั่งคุณยามที่อาตมายกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น

อาตมาเคยอ่านเจอคำแนะนำของท่านพระธรรมปิฎก ( ป.อ.ประยุตฺโต) ในหนังสือเล่มหนึ่ง ท่านเขียนชี้แนะไว้ว่า

งานมีผลตอบแทนสองชั้นด้วยกัน
ผล ตอบแทนชั้นที่ ๑ คือ ตอนเงินเดือนออก นี่คือความสุขชั้นที่หนึ่ง
ซึ่งหลายๆ คนมีความสุขในการทำงานแค่วันนั้นวันเดียว
แต่ถ้าเราสามารถพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับงานได้ มันก็จะก้าวไปสู่อีกระดับ
อันนำมาซึ่งผลตอบแทนหรือความสุขชั้นที่ ๒ นั่นเอง

หนึ่งเดือน คุณโยมอยากมีความสุขเพียง ๑ ชั้น หรือ ๒ ชั้น ก็เลือกเอาตามใจชอบเลย

เจริญพร...
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #8 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2008, 12:31:57 AM »

นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสายการบินบริติช แอร์เวย์

ในเที่ยวบินระหว่างโยฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ ไปลอนดอน
หญิงผิวขาวอายุประมาณ 50 ปีได้ที่นั่งข้างๆ ชายผิวดำ ซึ่งเธอรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
จึงเรียกแอร์โฮสเตสมาแล้วบอกว่า ' นี่หล่อนไม่เห็นหรือไงยะว่า เธอให้ชั้นนั่งข้างๆ คนดำ
ชั้นไม่ชอบนั่งข้างๆ คนที่น่ารังเกียจจำพวกนี้ หรอกนะ หาที่นั่งอื่นให้ชั้นเดี๋ยวนี้ '

' ใจเย็นก่อนนะคะ ที่นั่งเที่ยวบินนี้เต็มเกือบหมดแล้วค่ะ แต่ชั้นจะลองดูว่ายังมีที่นั่งอื่นว่างบ้างมั้ย ' แอร์สาวตอบ

หลังจากนั้น 2-3 นาทีต่อมาแอร์โฮสเตสสาวก็กลับมาบอกว่า
' คุณผู้หญิงคะ อย่างที่ดิฉันบอก เราไม่มีที่นังอื่นว่างเลยในชั้นประหยัดนี้
และที่ชั้นธุรกิจก็ไม่มีที่ว่างเช่นกัน แต่ดิฉันลองถามกัปตันดูแล้ว กัปตันแจ้งว่ายังมีที่นั่งว่างเหลืออยู่ที่นึงในชั้น first class'

ก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะพูดอะไร แอร์โฮสเตสก็พูดว่า
' แต่มันไม่ใช่เรื่องปกติของสายการบินของเราที่เราจะอนุญาตให้ผู้โดยสารจากชั้นประหยัดไปนั่งที่ชั้น first class
อย่างไรก็ตามในสถานการณ์เช่นนี้
กัปตันรู้สึกว่าคงจะเป็นเรื่องเสื่อมเสียมากทีเดียวที่ต้องให้ใครคนหนึ่งนั่งข้างๆ คนที่น่ารังเกียจ '

จากนั้นแอร์สาวก็หันไปหาชายผิวดำ แล้วบอกว่า
' คุณคะ ถ้าคุณไม่รังเกียจ โปรดเก็บกระเป๋าของคุณ แล้วย้ายไปนั่งชั้น first class เถอะคะ '

ทันทีที่แอร์สาวพูดจบ ผู้โดยสารทั้งหมดที่เป็นพยานอยู่ในเหตุการณ์นั้นก็ลุกขึ้นปรบมือให้เป็นการใหญ่
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #9 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2008, 12:34:25 AM »

ความหมายแฝง อีกษร ๔๔ ตัว ของไทย

ก.ไก่ เป็นสัตว์ตื่นเช้าที่สุด เลย ให้มาเป็นอักษร ตัวแรก เพื่อ เตือนให้คนไทย ขยันขันแข็ง

ข.ไข่ เป็นดอกผลของ ไก่ แต่จะมีความเปราะบาง ต้อง ถนถถนองให้ดีดี อย่าปล่อยทิ้งละเลยสังคม

ฃ.ฃวด เป็นวิถีชีวิตของคนไทยที่ เตือนไว้ว่า แม้จะดื่มกิน ให้มีสติไว้ มิฉะนั้น อาจมีสิ่งใด แตกหักได้

ค.ควาย ฅ. ฅน เป็นวิถีชีวิต ของคนไทย การอยู่ร่วมกัน ระหว่าง ฅน และธรรมชาติ
โดยให้ ฅน มาทีหลัง ควาย คือ โง่ มาก่อนฉลาด อย่า อวด ฉลาด หาก ยัง ไม่รู้จัก โง่ ก่อน

ฆ.ระฆัง ให้หมั่นประชุมเป็นนิตย์ อย่าได้ ละเลย การพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ง.งู ต้องกล้าคิดกล้าทำกล้าแสดงความคิดเห็น

จ.จาน ต้องรู้จัก การอาสาสเจีอจาน เข้าทำนอง จ.จานใช้ดี

ฉ.ฉิ่งตีดัง ช.ช้าง วิ่งหนี ให้รู้จักการใช้การทำงานเล็ก ๆ ให้เกิดผลกระทบต่อสังคม ในวงกว้าง
โดยไม่ต้องคิดการณ์ใหญ่

ซ.โซ่ ล่ามที หาก สังคมเตลิด จากการกระทำใดใด ให้รู้จักยั้บยั้งเอาไว้ ด้วย ขนบธรรมเนีบมบ้าง

ฌ.เฌอ คู่กัน ให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ระหว่าง คน และธรรมชาติ

ญ.หญิงโสภา ฑ.มณโฑ หน้าขาว บอกใบ้ให้เห็นว่า สตรี เป็นเพศที่สวยงาม และต้องเอาใจใส่ให้มาก
อย่าได้ละเลยลืมเลือน

ฏ.ชฏาสวมพลัน เป็นแง่คิดให้เห็นถึง ยศฐาบรรดาศักดิ์ ว่า ไม่จีรัง ครับ คล้าย ๆ กับหัวโขน

ฎ.ปฏัก และ ฐ.ฐาน เป็นอักษร คู่กัน ที่จะทำงานอะไร ที่ฉับไว เที่ยงตรง
ต้องมีรากฐาน หรือมีเหตุผลรองรับอย่างชัดเจนมั้นคง

ฒ.ผู้เฒ่าเดินย่อง เป็นการสะท้อน ว่า ผู้หลักผู้ใหญ่จะทำอะไรต้องระมัดระวัง ให้ถี่ถ้วน อย่างโผงผาง

ณ.เณรไม่มอง ด.เด็ก ต้องนิมนต์ เป็นอักษรคู่กัน แทนการเปรียบเทียบ ๒ สถาบัน ระหว่างศาสนา และ ฆาราวาส ว่า
เมื่อพระท่านมองข้ามสิ่งใด ละเลยสิ่งใด ต้อง ช่วยกันเตือนได้ ไม่ใช่ละเลยไปหมด

ต.หลังตุง ถ.ถุงแบกหาม เป็นอักษรคู่เช่นกัน ที่เปรียบว่า ทั้งหมด มีหน้าที่ของตัว และต้องทำให้ดีทีสุด
ตามสภาพ ที่มีและเป็นอยู่

ท.ทหารอดทน นี่ชัดเจน ว่า แทน ข้าราชการ ว่า ต้องมีน้ำอดน้ำทน ทำงานไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เพื่อชาติ

ธ.ธง คนนิยม เป็นภาพสะท้อนให้คนรักชาติบ้านเมืองครับ ให้เห็นแก่ประโยชน์ของชาติอันดับแรกเลย

ภ.สำเภากางใบ สะท้อนว่า หากจะค้าขายไกล ๆ ต้องพัฒนาศักยภาพของตนเองให้สอดรับกับ สถานการณ์ต่าง ๆ

ร. ล. ว. เป็นอักษรชุด ๓ ตัว เรียง ที่มาสะท้อน ถึงวิถี ชีวิต ของคนไทยมี่ จะมีส่วนเกี่ยวข้อง กับ ธรรมชาติ
น้ำ สัตว์ และการฝีมือ ที่งดงาม เป็นเอกลักษณ์ ของชาติ

ษ.หนวดยาว ศ.ศาลา ส.เสือดาวคะนอง สามสอ นี้ เป็นภาคตัวแทนของ อุปนิสัยใจคอของคนไทยว่า รักสงบ(ษ.)
โอบอ้อมอารีย์(ศ.) แต่ ใจนักเลง (ส.)

อ.อ่างเนืองนอง เป็นสัญญลักษณ์ ย้ำว่าคนไทย ต้อง มีจิตคิดเพื่อคนอื่นเสมอ ก่อนคิดเพื่อตัว

ฬ.จุฬาท่าผยอง สะท้อนว่า ริจะเป็นผู้ปกครอง ริจะอยู่เหนือ คนอื่น ต้อง ต้านทานอุปสรรคนานาได้
คล้ายกับว่าวจะขึ้นสูงต้องต้านแรงลมได้

ฮ.นกฮูกนั้น สะท้อนว่า คนไทย ขยัน ครับ ตั้งแต่เช้า (ไก่) ยันค่ำ(นกฮูก) มีสัตว์ที่ตื่น อยู่ตลอดเวลา
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #10 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2008, 01:52:30 PM »

หนังสือ ภาษาญี่ปุ่นเล่มหนึ่ง เล่าถึงประสบการณ์จริง
ของชีวิตนักศึกษาชายคนหนึ่ง สมมติให้ชื่อว่า "โกโบริ" ก็แล้วกัน

โกโบริเดินทางไปเที่ยวประเทศอิสราเอล ในช่วงใกล้คริสตร์มาส ซึ่งเป็นฤดูหนาว
และเป็นช่วงเวลาที่เกิดสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิรัก
ซึ่งส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวในประเทศอิสราเอล
โกโบริไม่ได้จองโรงแรมไว้ล่วงหน้า
 
เมื่อมาถึงเมืองไฮฟา ( Haifa ) ซึ่งแม้จะเป็นเมืองท่าใหญ่ที่สุด ทางตอนเหนือของอิสราเอล
แต่ก็ไม่มีโรงแรมเปิดให้บริการเลย
 
เขาพยายามหาโรงแรมที่จะพักค้างคืน แต่จนเกือบ ๓ ทุ่มแล้วก็ยังหาไม่ได้
ยิ่งค่ำมืด อากาศก็ยิ่งหนาวจัด ไฟตามถนนก็ค่อยๆ ดับไปๆ
เขารู้สึกหดหู่ และเหนื่อยมากจนรู้สึกเหมือนกับไม่ไหวแล้ว
 
ก็พอดีมีผู้หญิงชาวยิววัยกลางคนคนหนึ่ง อายุน่าจะประมาณเดียวกับคุณป้าของเขา
หญิงคนนั้นหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เดินเข้ามาทักเขาเป็นภาษาอังกฤษว่า
คุณเป็นอย่างไรบ้าง ไม่สบายหรือเปล่า เพราะหน้าซีดมาก

โกโบริจึงบอกกับหญิงชาวยิวว่า เขาเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางมาจากญี่ปุ่น
กำลังหาโรงแรมที่จะพักคืนนี้ แต่ยังหาไม่ได้

หญิงชาวยิวก็บอกกับเขาว่า ถ้าหาที่พักไม่ได้ ก็ให้มาพักที่บ้านของเธอก็ได้
พร้อมกับให้ที่อยู่ และเขียนแผนที่ทางไปบ้านไว้ให้

โกโบริรู้สึกทั้งแปลกใจทั้งตกใจ
 
เพราะไม่น่าเชื่อว่า จะมีใครอนุญาตให้คนแปลกหน้า
และเป็นชาวต่างชาติ ไปพักค้างแรมที่บ้านของตน
ถ้าเป็นในประเทศญี่ปุ่นแล้ว เรื่องแบบนี้ก็เป็นไปไม่ได้
อย่างไรก็ตาม โกโบริตอบขอบคุณหญิงชาวยิว แต่ก็ยังจะลองพยายามหาโรงแรมดูก่อน
 
จนในที่สุด เมื่อไม่สามารถหาโรงแรมได้ เขาจึงไปหาหญิงชาวยิวตามที่อยู่ที่เธอให้ไว้
พอไปถึง มองเห็นบ้านไม่มีหน้าต่าง เหมือนโลงศพ มีหญ้าขึ้นปกคลุมรก
เขาก็ยิ่งรู้สึกกลัว
 
แต่ก็ต้องทำใจกล้าหาญเดินเข้าไป ทันทีที่กดกริ่งเรียก
หญิงชาวยิวก็เปิดประตูเหมือนกับว่า กำลังรอใครอยู่แล้ว
เธอเชิญโกโบริเข้าไปในบ้าน บนโต๊ะอาหารมีซุปร้อนๆ วางอยู่ ๒ ชุด
เธออยู่คนเดียว
แต่กลับมีซุปวางพร้อมอยู่บนโต๊ะอาหาร ๒ ชุด

โกโบริรู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน เมื่อได้รับประทานซุปร้อนๆ แล้ว
หญิงชาวยิวก็พูดคุยกับเขา

เขาเพียงแต่เล่าว่าเขาเป็นนักศึกษาปริญญาโท
ช่วงนี้ปิดเทอมก็เลยแบกเป้ออกเดินทางมาท่องเที่ยวหาประสบการณ์ชีวิต
ส่วนหญิงชาวยิวก็เล่าเรื่องราวของตนเอง ให้โกโบริฟังว่า

เธออพยพมาจากประเทศเยอรมัน สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒
มีชีวิตที่ลำบากมาก สามีเธอเป็นอาจารย์สอนคณิตศาสตร์
แต่ก็เสียชีวิตไปเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว มีลูกชาย แต่งงานแล้วก็ย้ายออกจากบ้านไป

โกโบริรู้สึกว่าเวลาพูดคุยกัน หญิงชาวยิวก็มองตาเขาอยู่ตลอด

เหมือนกำลังอ่านใจเขาอยู่ จนเขารู้สึกประหม่าไม่กล้าสบตาด้วย
เมื่อพูดคุยเล่าประสบการณ์กันพอสมควรแล้ว
หญิงชาวยิวก็จัดห้องพักให้ และเชิญให้เขาพักผ่อน
 
เมื่อได้สนทนากัน หญิงชาวยิวก็บอกกับโกโบริว่า
อยากจะมอบคำศักดิ์สิทธิ์ให้แก่โกโบริ เธอสอนเขาว่า

ความโชคดีมีอยู่เสมอ และความโชคดีสามารถเป็นของเราได้
ด้วยวิธีง่ายๆ ถ้าเราพูดภาษาที่ดีๆ บ่อยๆ

ความโชคดี โอกาสดีๆ เกิดขึ้นได้กับทุกคน
ภาษาที่ดีๆ นี้ เป็นภาษาธรรมดา

คือ คำว่า "ขอบคุณ" และ "ซาบซึ้งในพระคุณ"

ให้ใช้คำสองคำนี้บ่อยๆ แล้วจะพบกับสิ่งดีๆ ในชีวิต
ใช้คำสองคำนี้บ่อยๆ อย่างไร โกโบรินึกสงสัย

หญิงชาวยิวก็สอนต่อไปว่า ให้ใช้คำพูดนี้ในทุกโอกาสแล้วก็แนะนำว่า อย่างนี้จะดีไหม
 

เมื่อชีวิตมีปัญหา ต้องเจอกับอุปสรรค หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สบายใจ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือปัญหาหนักๆ ก็ตาม

ให้พูดคำคำนี้ออกมา เช่น เช้านี้ตื่นสายไปทำงานไม่ทัน เจอรถติด
ตามปกติคนเราก็จะรู้สึกหงุดหงิด แต่หญิงชาวยิวก็สอนเขาว่า ให้พูดว่า "ขอบคุณ"

ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร ขับรถประสบอุบัติเหตุ พ่อตาย แม่ตาย
ก็กัดฟันพูด "ขอบคุณ" เพราะหากมีเหตุการณ์ที่ไม่ดี ไม่ถูกใจเกิดขึ้น
แล้วเราคิดไม่ดี พูดไม่ดี ก็เท่ากับใจเสีย ใจไม่ดีแล้ว
สิ่งที่ไม่ดีก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เหมือนลูกโซ่เป็นกฎธรรมชาติของโลกนี้
แต่ถ้าเราใช้คำว่า "ขอบคุณ" แล้วทำใจให้สบาย

เปรียบเสมือนกับเราตัดขาดจากลูกโซ่ของสิ่งที่ไม่ดี

ดังนั้นภาษาที่ไม่ดี ห้ามพูดเด็ดขาด ภาษาที่ไม่ดี
เช่น คำพูดด่าว่าแสดงความโกรธคำพูดนินทาว่าร้าย
ตำหนิติเตียนดูถูกดูหมิ่นผู้อื่นห้ามพูด

เพราะการใช้ภาษาที่ไม่ดีจะนำชีวิตเราไปในทางที่ไม่ดี
ตรงกันข้าม คำว่า "ขอบคุณ"

จะนำเราไปสู่ความโชคดี มีความสุข ความทุกข์
เศร้าหมองจะเปลี่ยนเป็นความสุขได้จริงๆ
เมื่อโกโบริกลับไปญี่ปุ่นแล้ว มีอยู่วันหนึ่งที่เขานั่งอยู่ในห้องคนเดียว
แล้วก็นึกถึงคำสอนของหญิงชาวยิว

จึงหยิบปากกามาเขียนคำว่า "ขอบคุณ"
เป็นภาษาญี่ปุ่น "อะริงาโต้"

และเขาก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่า คำว่า "อะริงาโต้"
ที่เขียนเป็นตัวหนังสือคันจิมีความหมายของรากศัพท์ว่า "มีปัญหา"

เลยยิ่งทำให้เขารู้สึกเชื่อมั่นมากขึ้นว่า
เมื่อมีปัญหาใดๆ คำพูด "ขอบคุณ"
คงจะเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ ที่จะช่วยทำให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นได้

............
ส่วนหนึ่งจากหนังสือ "โชคดี" โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
คิดดี พูดดี ทำดี... ชีวิตจะบังเกิดความโชคดีอย่างคาดไม่ถึง!
บันทึกการเข้า
fengshui
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5,398


« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 23, 2009, 12:07:52 AM »

ยึดติด

โดย
พระไพศาล วิสาโล

สุด..ได้เลขท้าย ๓ ตัวมาจากหลวงพ่อ เลยแทงไป ๑๕ บาท ปรากฏว่าถูกเผง ได้มา ๖๐๐ บาท
เขาดีใจมาก เที่ยวอวดใครต่อใครในหมู่บ้านว่าถูกหวย
แต่พอรู้ว่า คอนซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน ก็แทงหวย ๓ ตัวถูกเหมือนกัน แต่ได้เงินมากกว่าคือ ๒,๐๐๐ บาท เพราะแทงมากกว่า
สุดเลยยิ้มไม่ออก หงอยไปทั้งวัน แถมยังโมโหตัวเองที่แทงน้อยไป

ใจ..ไปเที่ยวไนท์บาซ่า เห็นผ้าพื้นเมืองลายงาม ราคา ๕๐๐ บาท แต่เธอต่อได้ ๓๕๐ บาทจึงคว้าผ้าผืนนั้นกลับโรงแรมด้วยความดีใจ
แต่ พอรู้ว่าไก่เพื่อนร่วมห้องก็ซื้อผ้าแบบเดียวกันมา แต่ได้ราคาถูกกว่า คือ ๓๐๐ บาท
ใจก็หุบยิ้มทันที ไม่รู้สึกโปรดปรานผ้าของตนอีกต่อไป

แม้เราจะมี "โชค" หรือได้ของดีที่ถูกใจ
แต่หากไปเปรียบเทียบกับของคนอื่นเมื่อใด
สุขก็อาจกลายเป็นทุกข์ทันที หากรู้ว่าคนอื่นได้มากกว่า ได้ของดีกว่า
หรือได้ของที่ถูกกว่า ส่วนของดีที่เราได้มากลับด้อยคุณค่าไปถนัดใจ

บางครั้งอาจทำให้เราทุกข์กว่าตอนที่ยังไม่ได้ของนั้นมาด้วยซ้ำ
ที่จริงไม่ต้องไปเทียบกับของคนอื่นก็ได้
เพียงแค่เห็นของรุ่นใหม่วางขายหรือโฆษณาตามสื่อต่างๆ
ก็เกิดความไม่พอใจในของเดิมที่มีอยู่ทันที
ทั้งๆ ที่มันก็ยังใช้ได้ดี ไม่มีปัญหาอะไรรบกวนใจ
ยกเว้นข้อเดียวคือ มันสู้ของใหม่ที่วางขายไม่ได้
ทั้งๆ ที่มีของดีอยู่กับตัว แต่คนเราแทนที่จะพอใจกลับรู้สึกเป็นทุกข์
เพียงเพราะใจไปจดจ่ออยู่กับสิ่งดีกว่า (หรือมากกว่า) ที่ตัวเองยังไม่มี

แต่เมื่อใดก็ตามที่ของชิ้นนั้นเกิดมีอันเป็นไป
เช่นทำตกหล่นหรือถูกขโมยไป เราก็จะกลับมาเห็นคุณค่าของมัน
และนึกเสียใจที่เสียมันไป จะกินจะนอนก็ยังนึกถึงมันด้วยความเสียดาย
ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นใน กรณีที่เป็นสิ่งของเท่านั้น
แต่ยังเกิดกับกรณีที่เป็นคนด้วย เช่น คนรัก หรือแม้แต่พ่อแม่และลูก

ผู้คนจำนวนมากไม่เห็นคุณค่าหรือมีความสุขกับคนใกล้ชิด
เพราะไปนึกเปรียบเทียบคนอื่นว่าเขามีพ่อแม่ คนรัก หรือลูกที่ดีกว่าเรา
แต่วันใดที่เราเสียเขาไป เราถึงจะกลับมาเห็นคุณค่าของเขา
และเศร้าโศกเสียใจจนถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยทีเดียว
เฝ้าหวนคำนึงถึงวันคืนเก่าๆ ที่เขาเคยอยู่กับเรา

คนเรามักทุกข์เพราะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ยังไม่มี หรืออาลัยในสิ่งที่สูญเสียไป
พูดให้ครอบคลุมกว่านั้นก็คือ
ทุกข์เพราะใจยังติดยึดอยู่กับอนาคตและอดีต
อนาคตและอดีตที่ว่ามิได้หมายถึง
สิ่งดีๆ ที่ยังไม่มีหรือที่เสียไปเท่านั้น
แต่ยังรวมถึงสิ่งไม่พึงปรารถนาที่ (คาดว่า) รออยู่ข้างหน้า
เช่นอุปสรรค และสิ่งไม่พึงปรารถนาที่พานพบ คำต่อว่า หรือการกระทำที่น่ารังเกียจ

คำตำหนิติเตียนไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน แต่ก็ทำอะไรเราไม่ได้
หากเราไม่เก็บเอาคิดซ้ำคิดซาก คำพูดเหล่านั้นผ่านพ้นไปนานแล้ว
แต่ที่ยังบาดใจเราอยู่ก็เพราะเราไม่ยอมปล่อยวางมันต่างหาก
ยิ่งคิดคำนึงถึงมันมากเท่าไรก็ยิ่งซ้ำเติมตัวเองมากเท่านั้น

การเอาเปรียบ กลั่นแกล้ง ทรยศ หักหลัง ก็เช่นกัน
แม้เป็นอดีตไปนานแล้ว แต่เราก็ยังทุกข์อยู่กับเหตุการณ์ดังกล่าว
ไม่ใช่เพราะเขายังทำเช่นนั้นกับเราอยู่
แต่เป็นเพราะเราชอบย้อนภาพอดีต
กลับมาฉายซ้ำในใจอย่างไม่ยอมเลิกรา
ย้อนแต่ละทีก็เหมือนกับกรีดแผลลงไปที่ใจ
หยุดย้อนอดีตเมื่อใดใจก็หายเจ็บเมื่อนั้น

อดีตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วนอนาคตยังมาไม่ถึง
แต่จะมาถึงหรือไม่ ไม่มีใครรู้ได้
แต่บ่อยครั้งเรากลับยึดมั่นสำคัญหมายอย่างเป็นจริงเป็นจัง
ว่ามันจะต้องเกิด ขึ้นแน่ เท่านั้นยังไม่พอถ้าเป็นเรื่องแง่ลบด้วยแล้ว
เรามักจะวาดภาพไปในทางเลวร้าย
แล้วก็ยึดมันเอาไว้ไม่ให้คลาดไปจากใจ ทั้งๆ ที่ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์

ชายผู้หนึ่งเดินขึ้นตึกไปหาหมอ เพื่อฟังผลตรวจโรค
พอหมอบอกว่า พบก้อนมะเร็งระยะที่สองในปอดของเขา
เขาก็ถึงกับทรุด เข่าอ่อนเดินไม่ได้ กลับถึงบ้านก็กินไม่ได้
นอนไม่หลับ ซึมไปเป็นเดือน

ส่วนหญิงผู้หนึ่ง ป่วยกระเสาะกระแสอยู่นานหลายสัปดาห์
แล้ววันหนึ่งหมอก็บอกว่า เธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่ตับ
จะอยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน ปรากฏว่าผ่านไปแค่ ๑๒ วัน เธอก็สิ้นใจ
ทั้งสองกรณีไม่ได้ทรุดฮวบเพราะโรคมะเร็งเล่นงาน
แต่เป็นเพราะใจเสีย ทันทีที่ได้ยินข่าวร้าย
ใจก็นึกภาพอนาคตของตัวเองไปในทางเลวร้าย
ยิ่งผู้ป่วยรายที่สองด้วยแล้ว
เธอนึกไปถึงวันตายของตัวเองเลยทีเดียว
แถมยังปรุงแต่งไปในทางที่มืดมน
เท่านั้นไม่พอเธอยังหมกมุ่นกับภาพดังกล่าวไม่หยุดหย่อน
ทั้งๆ ที่มันยังไม่เกิดขึ้น ผลก็คือถูกความทุกข์ท่วมทับจนมิอาจทานทนต่อไปได้

บ่อยครั้งเราเป็นทุกข์เพราะเรื่องที่ยังมาไม่ถึง
เช่น การสอบไม่ติดหรือตกงาน
โดยตัวมันเองไม่ก่อปัญหาแก่เรา มากเท่ากับใจที่ปรุงแต่งไปล่วงหน้า
ว่านับแต่นี้ไปชีวิตจะลำบากยากแค้นเพียงใด แล้วจะอยู่ดูโลกนี้ต่อไปได้อย่างไร
แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจพบว่าที่แท้เราตีตนก่อนไข้ไปเอง
เพราะปัญหาต่างๆ ที่ตามมาไม่ได้หนักหนาสาหัสอย่างที่คิด
สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ปรุงแต่งเหตุการณ์ที่ยังมาไม่ถึงเท่านั้น
กับสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า บางครั้งเราก็ปรุงแต่งให้เลวร้ายเกินจริง
เช่น อยู่รีสอร์ตคนเดียวกลางดึก ได้ยินเสียงผิดปกติ
ก็ปรุงแต่งไปทันทีว่าถูกผีหลอก หรือไม่ก็มีคนจะมาทำร้าย
เห็นคู่รักกำลังคุยอย่างสนิทสนมกับชายหนุ่มในร้านอาหาร
ก็คิดไปทันทีว่า เธอกำลังนอกใจ

การคิดปรุงแต่งที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงนั้น
เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่เมื่อใดที่เราหลงยึดว่ามันเป็นเรื่องจริง
เราก็กำลังก่อทุกข์ให้กับตัวเอง
แถมยังสามารถสร้างปัญหาให้แก่คนอื่นได้ด้วย

วัยรุ่นนั่งกินอาหารอยู่หน้าร้าน เผอิญขี้นกหล่นใส่หัว
แต่เขากลับคิดว่าเจ้าของร้านถ่มน้ำลายใส่หัว
จึงทะเลาะกับเจ้าของร้านอย่างรุนแรง
สักพักก็ออกจากร้านแล้วกลับมาพร้อมกับพวกอีกหลายคน
ควักปืนออกมายิงกราด
ถูกภรรยาเจ้าของร้านซึ่งกำลังท้อง ๕ เดือนตายคาที่
กลายเป็นฆาตกรที่ถูกตำรวจหมายหัวทันที

การยึดติดสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นเอง
เป็นที่มาอีกประการหนึ่งของความทุกข์
ทีแรกเราเป็นฝ่ายปรุงแต่งมันขึ้นมา
แต่เผลอเมื่อใดมันก็กลับมาเป็นนายเรา
สามารถผลักใจของเราไปสู่ความทุกข์
และชักนำชีวิตของเราไปในทางเสื่อมได้ง่ายๆ

กี่ครั้งกี่หนที่เราทำร้ายตัวเองและทำร้ายซึ่งกันและกัน
เพียงเพราะหลงเชื่อ ความคิดที่เราปรุงแต่งขึ้นมา
พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่ไม่ได้ปรุงแต่งขึ้นมาเอง
แต่เป็นความจริงแท้ๆ จะไม่ก่อปัญหา

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่สร้างความทุกข์แก่เรา
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ อยู่ในขณะนี้
เช่น รถเสีย เงินไม่พอใช้ ทะเลาะกับคนรัก ลูกคบเพื่อนไม่ดี งานไม่ก้าวหน้า
แต่ถ้าเรามัวแต่นึกถึงเรื่องเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะทำอะไร ก็กวาดเอาปัญหาต่างๆ มาครุ่นคิดด้วย
ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกันเลย เช่น กำลังทำงานอยู่
ก็ไปกังวลถึงรถ ถึงลูก ถึงพ่อแม่ แล้วยังห่วงคู่รักอีก
อย่างนี้แล้วจะไม่ทุกข์ได้อย่างไร

ปัญหาเป็นเรื่องที่ต้องแก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม
แต่เมื่อใดที่เรากวาดเอาปัญหาต่างๆ มาทับถมจิตใจ
ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลา (หรือไม่ใช่เวลา) ที่จะแก้ไข
ก็เตรียมตัวกลุ้มได้เลย นี้เป็นการยึดติดอีกแบบหนึ่ง

อันที่จริงแม้มีปัญหาแค่เรื่องเดียว
แต่ถ้าหมกมุ่นอยู่กับมันตลอดเวลา ก็ทำให้คลั่งได้
ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเล็กแต่ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ง่ายๆ
เช่น หมกมุ่นกับสิวไม่กี่เม็ดบนใบหน้าวันแล้ววันเล่า
ก็อาจทำให้เจ็บป่วยหรือถึงกับทำร้ายตัวเองได้

การยึดเอาปัญหาต่างๆ มาทับถมใจ
บางครั้งก็ไปไกลถึงขนาดไปกวาดเอาปัญหาของคนอื่น
มาเป็นของเราเสียเอง เช่น เพื่อนมาปรึกษาปัญหาชีวิต
ก็เลยเอาปัญหาของเขามาเป็นของตนด้วย
จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

เท่านั้นยังไม่พอบางคนถึงกับแบกปัญหาของประเทศมาไว้กับตัว
เลยเป็นเดือนเป็นแค้นกับสถานการณ์บ้านเมือง
ทะเลาะกับใครไปทั่วที่คิดต่างจากตน
สุดท้ายก็เลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาบ้านเมืองไป

การยึดติดที่ลึกไป กว่านั้นคือ การยึดติดในตัวตน
สาเหตุที่เราทะเลาะกับคนที่คิดไม่เหมือนเรา
ก็เพราะเรายึดติดในความคิดของเรา

ความสำคัญมั่นหมายว่านี้เป็น "ความคิดของฉัน"
สะท้อนถึงความยึดติดในตัวตน
หรือที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า ยึดติดใน "ตัวกู ของกู"

นอกจากความคิดแล้ว เรายังยึดติดสิ่งต่างๆ อีกมากมายว่า
เป็นตัวฉันของฉัน อาทิ สิ่งของ บุคคล ชุมชน ประเทศ ศาสนา
มีอะไรมากระทบกับสิ่งนั้น ก็เท่ากับว่ากระทบ "ตัวฉัน"
ด่าว่ารถของฉัน ก็เท่ากับด่าฉันด้วย
วิจารณ์ศาสนาของฉันก็เท่ากับวิจารณ์ฉันด้วย

เป็นเพราะเหตุนี้ เมื่อสิ่งของสูญหาย คนรักจากไป
เราจึงอดหวนนึกถึงไม่ได้ เพราะใจยังยึดว่าเป็นของฉันอยู่
จึงยังมีเยื่อใยที่ดึงให้ใจย้อนระลึกถึงอยู่เสมอ
เวลาให้ของแก่ใครไป ความยึดติดในของชิ้นนั้นก็ยังมีอยู่
จึงเฝ้าดูว่าเขาจะใช้ของชิ้นนั้นหรือไม่
ถ้าไม่ใช้ก็รู้สึกเป็นทุกข์ที่เขาไม่ได้ใช้ของ "ของฉัน"
ญาติโยมหลายคนจึงไม่สบายใจที่พระไม่ได้ฉันอาหารที่ตนถวาย

ยึดติดในตัว ตนอีกอย่างคือการยึดมั่นสำคัญหมายว่า
ฉันเก่ง ฉันหล่อ ฉันเป็นส.ส. ฯลฯ ไปไหนก็อดตัวพองไม่ได้
อยากแสดงบารมีให้ใครรู้ว่า "นี่กูนะ"
อยู่ที่ใดก็ต้องการให้คนชื่นชม สรรเสริญ เคารพ นบไหว้
แต่ถ้าไม่ได้รับการปฏิบัติดังกล่าว ก็จะโมโหขุ่นเคือง
จนอาจคำรามว่า "รู้ไหมว่ากูเป็นใคร ?"
ยิ่งเจอคำวิจารณ์ด้วยแล้ว ยิ่งทนไม่ได้เข้าไปใหญ่

การ ยึดติดใน "ตัวกู ของกู หรือนี่กูนะ" เป็นรากเหง้าแห่งความทุกข์ นานัปการ
นำไปสู่การกระทบกระทั่งขัดแย้งและทำร้ายกัน
ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความเครียดบีบคั้นภายใน
เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา
ใช่แต่เท่านั้น แม้ได้สิ่งที่พึงปรารถนา
ก็ยังทุกข์เพราะได้ไม่สมใจ หรือทุกข์ที่คนอื่นได้มากกว่า

ที่น่าแปลกก็คือเราไม่ได้ยึดเอาแค่สิ่งดีๆ ที่ถูกใจ
ว่าเป็นตัวกูของกูเท่านั้น สิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกใจ
เราก็ยังยึดเป็นตัวกูของกูอีกเช่นกัน
เช่น ความเจ็บปวด เมื่อเกิดกับกาย
แทนที่จะเห็นว่า กายปวดเท่านั้น กลับไปยึดเอาว่า "ฉันปวด"
ความปวดเป็นของฉัน

เมื่อความโกรธเกิดขึ้นกับใจ
ก็ยึดมั่นสำคัญหมายว่า "ฉันโกรธ" ความโกรธเป็นของฉัน
ความยึดมั่นดังกล่าวรุนแรงชนิดที่ใจไม่ยอมไปไหน
มัวจดจ่อวนเวียนอยู่กับความปวดหรือความโกรธนั้นๆ อย่างเดียว
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความเผลอของใจ
รู้ทั้งรู้ว่ายึดแล้วทุกข์แต่ก็ยังยึดเพราะขาดสติ
ถ้าใจมีสติ ก็จะไม่เผลอยึดต่อไป

ความปวดความโกรธยังมีอยู่ก็จริง แต่คราวนี้มันทำอะไรจิตใจไม่ได้
เพราะใจไม่โดดเข้าไปให้ความปวดความโกรธเผาลน
เหมือนกองไฟที่ยังลุกไหม้อยู่
แต่ตราบใดที่เราไม่โดดเข้าไปในกองไฟ
หากถอยออกมาห่างๆ เป็นแค่ผู้สังเกตเฉยๆ ไฟก็ทำอะไรเราไม่ได้

สติช่วยให้ใจแยกออกมาอยู่ห่างๆ
จากความเจ็บปวดและอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
กลายเป็น "ผู้ดู" มิใช่ "ผู้ปวด" หรือ "ผู้โกรธ"
จากความยึดติดกลายเป็นการปล่อยวาง

การปล่อยวางดังกล่าว
คือ หัวใจของการเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งหลาย
เพราะกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว
ความทุกข์ทั้งมวลเกิดจากความยึดติด
ยึดติดอดีตกับอนาคต ยึดติดสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นเอง
ยึดติดปัญหาต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
รวมทั้งยึดเอาปัญหาต่างๆ มาเป็นของตน
ที่สำคัญคือ การยึดติดในตัวตน
เมื่อใดที่ปล่อยวางจากความยึดติดดังกล่าวได้
ความทุกข์ก็ไม่อาจทำอะไรเราได้อีกต่อไป

สติช่วยให้เรารู้ตัวเมื่อเผลอไปอาลัยอาวรณ์ในอดีต หรือวิตกกังวลกับอนาคต
พาจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันเมื่อรู้ตัวว่า
เผลอไปจมอยู่กับเหตุร้ายที่ผ่านไปแล้ว
คอยทักท้วงใจไม่ให้หลงเชื่อความคิดปรุงแต่ง
เพราะตระหนักว่า ความจริงอาจไม่เป็นอย่างที่คิด
ในยามที่เผลอกวาดเอาปัญหาต่างๆ มาทับถมใจจนหนักอึ้ง

สติช่วยให้เราแก้ปัญหาเป็นเปลาะๆ เป็นเรื่องๆ
ไม่เอาปัญหาใดมาครุ่นคิดหากยังไม่ถึงเวลา (หรือไม่ใช่เวลา) ที่จะแก้
เวลาพักผ่อน ก็พักผ่อนเต็มที่
เมื่อถึงเวลาแก้ปัญหา ก็ใช้ปัญญาอย่างเต็มที่
ไม่มามัวตีโพยตีพาย หรือน้อยเนื้อต่ำใจว่า "ทำไมถึงต้องเป็นฉัน?"

ความทุกข์นั้นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา
แต่อยู่ที่ว่าเรามีท่าทีหรือรู้สึกอย่างไรกับมันต่างหาก

แม้ปัญหาจะหนัก แต่ถ้าเริ่มต้นจากการยอมรับมันว่า
เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว
ไม่ปฏิเสธผลักไสมันหรือก่นด่าชะตากรรม
ตั้งสติให้ได้แล้วหาทางแก้ไขมัน
แต่ขณะที่มันยังไม่หายไปไหน ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน

ไม่หวนนึกถึงอดีตอันผาสุก หรือปรุงแต่งอนาคตไปในทางเลวร้าย
ขณะเดียวกันก็ไม่หมกมุ่นอยู่กับปัญหา
หากปล่อยวางมันบ้าง ความสุขก็หาได้ไม่ยาก

นายทหารผู้หนึ่งไปเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ในฐานที่ทรงเคยเป็นอุปัชฌาย์ของตนมาก่อน
พอไปถึงประโยคแรกที่กราบทูลก็คือ "หนักครับ ช่วงนี้แย่มากเลยครับ"
ว่าแล้วเขาก็ทูลเล่าปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิต

สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงฟังอยู่นาน
แทนที่จะตรัสแนะนำหรือปลอบใจ
พระองค์กลับรับสั่งให้เขานั่งคุกเข่า ยื่นมือสองข้าง
แล้วพระองค์ก็เอากระดาษแผ่นหนึ่งวางบนฝ่ามือของเขา
"นั่งอยู่นี่แหละ อย่าไปไหนจนกว่าข้าจะกลับมา"

รับสั่งเสร็จพระองค์ก็เสด็จเข้าไปในตำหนัก
นายทหารนั่งในท่านั้นอยู่นาน จาก ๑๐ นาทีเป็น ๒๐ นาที
สมเด็จพระสังฆราชก็ยังไม่เสด็จออกมา
เขาเริ่มเหนื่อย มือและขาเริ่มสั่น กระดาษชิ้นเล็กๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ
จนประคองแทบไม่ไหว พอสมเด็จพระสังฆราชเจ้าเสด็จกลับมา
ก็ทรงถามว่า "เป็นไง?"

คำตอบของเขาคือ "หนักครับ พระเดชพระคุณ เมื่อยจนจะทนไม่ไหว"
"อ้าว ทำไมไม่วางมันลงเสียละ?"
สมเด็จรับสั่ง "ก็ไปยอมให้มันอยู่อย่างนั้น มันก็หนักอยู่ยังงั้นนะซี
มันจะเป็นอื่นไปได้ยังไง"

กระดาษที่เบาหวิว แต่หากถือไว้นานๆ
ไม่ยอมปล่อย ก็กลายเป็นของหนักไปได้
แต่ปัญหาถึงจะใหญ่โตเพียงใด
ถ้าไม่ยึดถือเอาไว้ ก็ไม่ทำให้เราทุกข์ได้

ใช่หรือไม่ว่าหินก้อนใหญ่จะกลายเป็นของหนัก
และสร้างทุกข์ให้แก่เราก็ต่อ เมื่อเราแบกมันเอาไว้เท่านั้น
เมื่อมีสติรักษาใจ รู้เท่าทันความคิด ไม่เผลอยึดติดจนจิตหนักอึ้ง
แม้งานจะยาก อุปสรรคจะเยอะ ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้

คัดลอกจาก...ยึดติด [สารคดี กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑]
โดย พระไพศาล วิสาโล
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.271 วินาที กับ 22 คำสั่ง
Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Design by 7dana.com